[FIC] -- G I S A E N G -- [YunJae][ตอนที่ ๑๒]

posted on 25 Dec 2014 00:19 by wilyrover in FICTION
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title :: G I S A E N G (กีแซง)
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Drama
Author’s Note :: "ชิมชางมิน" 
            


















 
- 12 -



 
 
 
 
 
 
 
“ข้าว่า...พอแค่นี้เถอะพี่ชาย”

จุน ซูหันมองตามเสียงนุ่ม และพบว่าเจ้าของมือใหญ่ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้คือชายหนุ่มรูปร่างสูง โปร่ง ท่าทางดูดีมีฐานะคนหนึ่ง เขามีผิวสีน้ำผึ้งเข้ากันได้ดีกับดวงตาสีสนิมที่ทอประกายพราวระยับ เช่นเดียวกับรอยยิ้มบางเบายากแก่การคาดเดาที่ลงตัวกับใบหน้าหล่อเหลาของชาย คนนี้อย่างน่าประหลาดใจ

“เจ้ามายุ่งอะไรด้วย!” น้ำเสียงกราดเกรี้ยวตะคอกใส่ดังลั่น ทว่าร่างสูงผู้มาใหม่กลับไม่สะทกสะท้าน มือใหญ่ยังคงยึดแขนข้างหนึ่งของชายแปลกหน้าไว้แน่น “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”

“พี่ชายพูดเองไม่ใช่หรือว่าจะจับคนส่งทางการ? ข้าก็ช่วยจับอยู่นี่อย่างไรเล่า”

“...เจ้า!”

“หากต้องมีใครสักคนเข้าคุก ข้าว่าควรเป็นเจ้าที่ใช้ลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้ขู่เอาเงินผู้อื่นมากกว่า”

สิ้น เสียงนุ่มราบเรียบ คนที่ถูกจับได้ก็หาทางเอาตัวรอดด้วยการเงื้อหมัดอีกข้างหวังทำร้าย ทว่าคุณชายร่างสูงยกมือขึ้นรับไว้ทัน และตวัดมือนั้นหักแขนอีกฝ่ายไปด้านหลัง ก่อนจะใช้กำลังกดร่างชายแปลกหน้าให้นั่งลงคุกเข่ากับพื้น พร้อมเสียงโอดโอยเจ็บปวดและเสียงสะอื้นของเด็กน้อยที่ยืนร้องไห้ด้วยความ ตกใจ

“อยากได้ข้อหาทำร้ายร่างกายอีกกระทงหรืออย่างไร?” เอ่ยถามเสียงเย็น รอยยิ้มที่เคยมีเลือนหาย เฉกเช่นแววตาพราวระยับซึ่งบัดนี้ทอประกายกร้าว ท่าทีแสดงออกชัดเจนว่าคุณชายผู้นี้ไม่ใช่แค่ลูกเศรษฐีที่จะยอมให้ใครมาแตะ ต้องง่ายๆ

“ยอมแล้วๆ ข้ายอมแล้ว ข้ากลัวแล้ว!” ชายแปลกหน้าโวยวายขอยอมแพ้เมื่อเห็นว่าหมดทางสู้ ขณะที่คุณชายร่างสูงยืนนิ่งคล้ายไม่ได้ยิน เขาเพียงตวัดสายตาประสานกับดวงตาเรียวของร่างเล็กที่ยังคงตื่นตระหนก ราวอยากขอความเห็นจากคู่กรณีโดยตรง และเมื่อจุนซูพยักหน้าให้มือใหญ่ที่ยึดแขนอีกฝ่ายไว้แน่นก็คลายออก

“หากข้ารู้ว่าเจ้ายังทำเช่นนี้กับผู้อื่นอีก ข้าไม่ละเว้นเจ้าแน่...”

ทันที ที่เป็นอิสระ ชายแปลกหน้าก็ลนลานอุ้มเด็กน้อยแล้วรีบร้อนวิ่งจากไป ทิ้งให้คนสองคนยืนมองตามหลังด้วยสายตาและความรู้สึกที่ต่างกัน จุนซูกำลังนึกสงสารเด็กน้อยคนนั้นซึ่งไม่รู้ว่าถูกพ่อของตนใช้เป็นเครื่อง มือหากินมาแล้วกี่ครั้ง ขณะที่คุณชายข้างๆ กำลังนึกหงุดหงิดที่คนตัวเล็กไม่คิดจะทำอะไรนอกจากปล่อยให้คนผิดลอยนวลหนีไป

“เจ้า เจ็บตรงไหนหรือไม่” ถึงกระนั้นร่างสูงก็ยังมีน้ำใจหันมาไถ่ถาม แววตาแข็งกร้าวจางลงและถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยซึ่งซ่อนตัวอยู่บางเบา

“ข้า ไม่เป็นไรขอรับ ขอบคุณคุณชายที่เข้ามาช่วย ขอบคุณมากจริงๆ ขอรับ” จุนซูก้มหัวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่าจนอีกฝ่ายหลุดหัวเราะ คุณชายร่างสูงเอ่ยปากว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงหากจะช่วยเหลือกัน แต่ถึงอย่างนั้นจุนซูก็ยังรู้สึกว่าตนเองเป็นหนี้บุญคุณคนตรงหน้าอยู่ดี

“หากไม่ได้ท่านข้าต้องแย่แน่ๆ ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไร...”

“เจ้าอยากตอบแทนข้าจริงหรือ?”

“ขอ รับ” สิ้นเสียงใสที่ตอบรับอย่างกระตือรือร้นอีกคนก็แสร้งทำเป็นครุ่นคิด ก่อนสายตาจะไปหยุดนิ่งที่ร้านน้ำชาราคาถูกร้านหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขายืนอยู่

“เจ้าเห็นร้านน้ำช้าร้านนั้นหรือไม่” จุนซูมองตาม ก่อนพยักหน้า

“เจ้าว่า...ที่ร้านนั่นจะมีหมั่นโถวหรือเปล่า”

“...ข้าไม่แน่ใจ”

“แต่ ข้าว่าข้าได้กลิ่นหมั่นโถวนะ...” คุณชายร่างสูงหันกลับมาหาคนตัวเล็กกว่าอีกครั้ง ดวงตาสีสนิมพราวระยับประสานกับดวงตาเรียวใสซื่อ แล้วใบหน้าหล่อเหลาก็ปรากฏรอยยิ้มซึ่งเปล่งประกายไม่แพ้แววตา

“ข้าอยากกินหมั่นโถว” ได้ยินเพียงเท่านี้จุนซูก็รู้แล้วว่า...เขาจะตอบแทนบุญคุณอีกฝ่ายได้อย่างไร

ทั้ง คู่เดินตรงเข้าไปยังร้านน้ำชาข้างทางร้านนั้น เจ้าของร้านซึ่งเป็นลุงแก่ๆ ท่าทางใจดีรีบกุลีกุจอลุกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเชิญลูกค้าทั้งสองเข้าไปนั่งด้านใน จุนซูกับคุณชายร่างสูงนั่งลงยังโต๊ะไม้เก่าคร่ำครึตัวหนึ่งซึ่งแม้สภาพจะน่า เป็นห่วงว่าเมื่อนั่งลงไปแล้วขาเก้าอี้จะรับน้ำหนักไหวหรือไม่ แต่มันก็ดูเข้ากันได้ดีกับบรรยากาศตลาดยามเช้าและกลิ่นหอมอบอวลของหมั่นโถ วร้อนๆ ที่ทำเอาท้องถึงกับร้อง

จุนซูหันไปสั่งชุดน้ำชาและหมั่นโถ วสำหรับคนสองคน ก่อนจะกวาดสายตามองความเป็นไปรอบตัว ร้านน้ำชาร้านนี้ลูกค้าไม่เยอะเท่าไร นอกจากโต๊ะของเขาแล้วถัดไปก็มีคนนั่งอยู่แค่โต๊ะเดียวเท่านั้น มิน่าเล่าลุงเจ้าของร้านถึงได้ดูดีใจนักที่พวกเขาเดินเข้าร้านมา นึกแล้วก็สงสาร ดังนั้นเมื่อชายสูงวัยยกน้ำชากับหมั่นโถวมาให้จุนซูจึงตัดสินใจสั่งหมั่นโถ วเพิ่มอีกเพื่อช่วยอุดหนุนคนเฒ่าคนแก่ที่ขยันขันแข็งทำงานเลี้ยงดูตนเอง

“สั่ง มาเยอะขนาดนี้เราจะกินกันหมดหรือ?” คุณชายร่างสูงถามอย่างแปลกใจ คนตรงหน้าเขาตัวเล็กนิดเดียวไม่น่าจะกินจุเท่าที่สั่งมา ทว่าคำตอบที่เขาได้รับกลับเป็นรอยยิ้มบางของคนที่กำลังรินน้ำชาให้

“เจ้าสั่งหมั่นโถวมาประชดข้าหรืออย่างไร?”

“มิได้ขอรับ” จุนซูตอบกลั้วหัวเราะ

“ลุง เจ้าของร้านท่าทางน่าสงสาร ข้าจึงอยากช่วยอุดหนุน...หากเรากินกันไม่หมด ส่วนที่เหลือข้าห่อกลับไปฝากคนที่บ้านก็ได้” ว่าแล้วก็นึกถึงอี้ชิง เด็กหนุ่มรุ่นน้องชาวจีนจะต้องดีใจแน่ๆ ถ้าเขาหิ้วหมั่นโถวกลับไปฝาก

“เจ้าขี้สงสารเช่นนี้นี่เอง เมื่อครู่ถึงได้เกือบถูกหลอกเอา...”

“ข้า ผิดเองแหละขอรับที่ใจดีเกินไป” คนตัวเล็กตอบเสียงขุ่น พลางทำหน้าง้ำให้คนมองหลุดหัวเราะอีกครั้ง ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีสิ่งใดน่าตลกแต่คุณชายร่างสูงกลับนึกอยากหัวเราะ สีหน้าและการแสดงออกที่ไร้การปรุงแต่งของคนตัวเล็กทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดี ได้อย่างน่าประหลาดใจ

“เจ้าชื่ออะไร” ก่อนเสียงนุ่มจะเอ่ยถาม

“จุน ซูขอรับ ข้าชื่อคิมจุนซู” ได้คำตอบแล้วคุณชายร่างสูงก็พยักหน้า ยกน้ำชาขึ้นจิบ พลางคิดในใจว่าหากจับคนตรงหน้ามาใส่เสื้อผ้าดีๆ เสียหน่อย ใครมาเห็นเข้าคงต้องคิดว่าเขาเป็นคุณชายน้อยที่สง่างามและดูภูมิฐานสมชื่อ อย่างแน่นอน

“แล้วท่านเล่า?”

“ข้าน่ะหรือ?”

“ท่านชื่ออะไร”

“ข้าชื่อ...ชิมชางมิน” สิ้นเสียง นามของคุณชายใจดีที่เข้ามาช่วยเหลือพลันก้องอยู่ในใจจนเผลอคลี่ยิ้มกว้าง ตั้งแต่เล็กจนโตจุนซูมีเพื่อนไม่มากนัก ทุกวันนี้นอกจากพี่ชายก็คงมีแต่อี้ชิงที่พอจะคุยเล่นด้วยได้ คุณชายตระกูลชิมคนนี้ถือเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันคนแรกที่เข้ามาทำความ รู้จักกับเขานับตั้งแต่เข้ามาอยู่กับแจจุงที่สำนักมยองวอล

“ยินดีที่ ได้รู้จักขอรับคุณชายชางมิน” รอยยิ้มสดใสแสนซื่อที่สว่างจ้าดังดวงอาทิตย์ทำเอาคนมองเผลอนิ่งไป หัวใจกระตุกโดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออาจเป็นเพราะรอยยิ้มอบอุ่นราวแสงแดดยามเช้าของคนตรงหน้าก็ได้ที่ทำให้ ก้อนเนื้อบริเวณอกข้างซ้ายของคุณชายผู้สูงศักดิ์เต้นผิดจังหวะ เช้าวันหนึ่งที่ควรดำเนินไปอย่างราบเรียบของเขาคล้ายมีชีวิตชีวาขึ้นมาเพียง แค่ได้รับรอยยิ้มจากคิมจุนซู

“ยินดีที่ได้รู้จัก” แสร้งทำเป็นตอบเสียงเรียบ ก่อนจะยกน้ำชาขึ้นจิบอีกครั้ง หวังให้ถ้วยใบเล็กในมือช่วยบดบังรอยยิ้มของเขาที่ต่อให้พยายามควบคุมตนเอง เท่าไรก็ดูเหมือนจะห้ามใจไม่ให้ยิ้มตามคนตัวเล็กตรงหน้าไม่ได้ ดวงตาเรียวพราวระยับจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเอ็นดูโดยที่คนถูกมองไม่ทันสังเกต เช่นเดียวกับคนมองเองที่อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าสายตาของตนในเวลานี้อบอุ่นและ อ่อนโยนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ทั้งคู่นั่งจิบน้ำชาไปพลาง กินหมั่นโถวไปพลาง บทสนทนาเรื่อยเปื่อยถูกหยิบยกมาพูดคุยให้มื้อเช้ามื้อนี้มีสีสันมากขึ้น ชางมินบอกว่าเขาเพิ่งมาตลาดแห่งนี้เป็นครั้งแรก และบังเอิญเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต่ต้น ขณะที่คนอื่นเดินเลยผ่านไป อย่างมากก็แค่ปรายตามอง จุนซูกลับเป็นคนเดียวที่ห่วงใยและสนใจเข้าไปถามไถ่

“ตอน เด็กๆ ข้ามีเรื่องให้ต้องร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง ข้ารู้ว่ามันรู้สึกไม่ดีเพียงใดหากต้องร้องไห้อย่างเดียวดาย...” คนตัวเล็กตอบยิ้มๆ ยามคุณชายร่างสูงเอ่ยถามว่าเหตุใดจึงตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือเด็กคนนั้น

“ทว่า ข้าโชคดีที่มีพี่ชายคอยเคียงข้าง...ดังนั้นพอเห็นเจ้าหนูนั่นข้าจึงอยากเป็น พี่ชายปลอบเขาให้หยุดร้องไห้บ้าง” ชางมินพยักหน้าเข้าใจ พลางอมยิ้มกับความใจดีของเพื่อนใหม่ ก่อนดวงตาเรียวจะทอประกายล้อเลียนเมื่อเจ้าตัวนึกคำถามเพิ่มได้อีกหนึ่งข้อ

“แล้ว ตอนนี้เจ้ายังร้องไห้อยู่อีกหรือไม่” สิ้นเสียงนุ่มที่เอ่ยแกมหยอก จุนซูก็นิ่งไป รอยยิ้มที่เคยมีเลือนหายพร้อมกับใบหน้าของใครบางคนที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาใน ความทรงจำ หากถามว่าสิ่งใดสามารถทำให้เขาร้องไห้ได้ในยามนี้ก็คงจะมีแต่ปาร์คยูชอน เพียงคนเดียว ทว่าจุนซูเลือกเก็บคำตอบนั้นไว้ในใจ ก่อนจะปั้นยิ้มกลบเกลื่อนความปวดร้าวส่งให้คุณชายตรงหน้าอีกครั้ง

“ข้า โตแล้ว ไม่ร้องไห้แล้วล่ะขอรับ” พูดจบก็กัดหมั่นโถวคำโตจนแป้งเลอะริมฝีปาก เสียงหัวเราะดังขึ้นจากคนมองแผ่วเบา ดวงตาเรียวของชางมินฉายแววเอ็นดูเป็นประกายอย่างที่เขาเองยังไม่รู้ตัวยาม ที่จุนซูทำหน้าเหรอหราคล้ายไม่เข้าใจว่ามีสิ่งใดน่าขัน

“ปากบอกว่าโตแล้ว แต่เจ้ากลับกินเลอะเทอะเป็นเด็กๆ...”

ว่า เสียงนุ่มพลางเอื้อมมือเช็ดคราบแป้งที่ริมฝีปากให้ ความใกล้ชิดที่ไม่คุ้นชินจากปลายนิ้วของชายแปลกหน้าทำเอาคนตัวเล็กรู้สึก เก้อเขินบอกไม่ถูก สัมผัสแผ่วเบาที่ได้รับมันอ่อนโยนเกินไปจนต้องหลบสายตา ก่อนจะเอ่ยขอบคุณ ขณะที่ร่างสูงเพียงยิ้มรับ พลางยกน้ำชาขึ้นจิบ ชางมินมองจุนซูไม่วางตา ดวงตาเรียวพราวระยับยังคงจับจ้องใบหน้าน่ารักที่ขึ้นสีระเรื่อด้วยประกาย เอ็นดู

ทั้งคู่นั่งร่วมโต๊ะกันต่อเงียบๆ ท่ามกลางบรรยากาศและความรู้สึกเก้อเขิน โดยหารู้ไม่ว่าห่างออกไประยะไกลประมาณสามร้านค้ามีชายคนหนึ่งกำลังยืนมองพวก เขา ปาร์คยูชอนยืนอยู่ตรงนั้น มือแกร่งกำหมัดเข้าหากันแน่น พร้อมความโกรธซึ่งปะทุขึ้นจนอยา