[SF] ,, Around and Around ,, [YooSu]
posted on 03 Jun 2012 20:26 by wilyrover in FICTION,, AROUND and AROUND ,,
,, 돌고 돌아도 ,,
- หมุนเวียนเปลี่ยนหมุนมา -
“องค์ชายจุนซู!”
สุ้มเสียงของเหล่านางในที่ร้องเรียกลั่นไม่ได้ช่วยให้เจ้าของชื่อผู้เป็นถึง ‘ราชโอรสพระองค์เล็ก’ แห่งกษัตริย์คิมนัมกิลชะลอฝีเท้าลงได้เลยแม้แต่น้อย องค์ชายจุนซูวัยสิบห้าชรรษายังคงวิ่งหนีเหล่านางในพวกนั้นที่ตามรับใช้ตนต่อไปพลางหัวเราะคิกคักที่ไม่มีใครสามารถจับตนได้ ด้วยถือว่าตนเป็นถึงองค์ชายองค์เล็กที่กษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซอนทรงรักและเอ็นดูมากที่สุด พระองค์จึงไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด ทุกวันเอาแต่เที่ยวเล่น สร้างความปวดหัวให้แก่เหล่าบริวารรับใช้ที่คอยเฝ้าดูแลพระองค์เท่านั้น
“องค์ชายจุนซู! ได้โปรดทรงหยุดวิ่งเถอะเพคะ หม่อมฉันเหนื่อยแล้วนะเพคะ!”
ขาเรียวเล็กภายใต้ชุดแพรไหมชั้นดีสมฐานันดรศักดิ์องค์ชายยังคงวิ่งอยู่อย่างไม่รู้จากเหน็ดเหนื่อย ดวงตาสีน้ำตาลที่สุกสกาวสดใสส่องประกายพราวระยับเมื่อเห็นว่าพวกนางในที่ไล่จับตนนั้นห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ขณะที่เส้นทางเบื้องหน้าก็เงียบสงบไร้ผู้คนมากเข้าไปทุกที องค์ชายจุนซูนึกยิ้มในใจ ใกล้แล้ว...ใกล้จะถึงแล้ว ทางออกลับที่เขาเพิ่งค้นพบเมื่อไม่กี่วันก่อน เส้นทางที่จะพาเขาออกไปนอกวัง หนทางที่จะทำให้เขาเป็นอิสระ ได้เผชิญหน้ากับโลกภายนอกโดยไม่มีใครมาติดตามให้รำคาญใจ อีกนิดเดียวเท่านั้น...
“องค์ชา....ย......”
เสียงพวกนางในดังให้ได้ยินแว่วๆ พวกนางคงวิ่งตามมาไม่ทันแน่แล้ว เมื่อเหลียวหลังกลับไปมองก็แทบไม่เห็นแม้สักคน องค์ชายจุนซูหัวเราะสุขใจ ก่อนชะลอฝีเท้าแล้วเอี้ยวตัวหลบเข้าไปในตรอกระหว่างตำหนักด้านหลังวัง มองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีแม้แต่ทหารเฝ้ายาม รอยยิ้มซุกซนก็จุดขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักราวเด็กผู้หญิงที่ช่างต่างจากใบหน้าหล่อเหลาสมชายขององค์ชายใหญ่คิมจุนโฮผู้เป็นองค์รัชทายาทยิ่งนัก
องค์ชายตัวน้อยค่อยๆ เดินย่องหลบผู้คนที่อาจโผล่มาตอนไหนก็ได้มุ่งหน้าไปยังสวนท้ายวังที่เงียบเหงาไร้ผู้คน และเมื่อเห็นกำแพงวังสูงตระหง่านที่เบื้องล่างถูกปกคลุมด้วยโพงหญ้า พระองค์ก็รีบเร่งฝีเท้าทันที อีกแค่อึดใจเดียว...องค์ชายจุนซูคนนี้ก็จะได้ออกไปเที่ยวนอกวังแล้ว!
มือเล็กที่ไม่เคยจับต้องงานใดๆ ไม่แม้แต่จะได้รับความระคายเคือง ยุงไม่มีได้ไต่ ไรไม่มีได้ตอม ค่อยๆ รื้อกิ่งไม้และเศษใบไม้ที่ตัวเองเป็นคนนำมาสุมไว้เพื่อซ่อนเส้นทางลับนี้ออก แม้จะถูกกิ่งไม้เหล่านั้นบาดมือให้ร้อง ‘อูยยย’ ออกมาอยู่บ้างแต่องค์ชายเล็กผู้แสนซนก็ไม่ย่อท้อ ค่อยๆ หยิบออกทีละอันสองอันอย่างตั้งใจ กระทั่งเส้นทางลับนั้นปรากฏสู่สายตาอีกครั้ง เมื่อกำแพงวังที่ผุกร่อนจนกลายเป็นรูขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่พอให้คนตัวเล็กๆ มุดออกไปได้อยู่ตรงหน้า หัวใจขององค์ชายจุนซูก็เต้นรัวราวกับมีคนมาตีกลองในอก อดนึกขอบคุณสวรรค์ไม่ได้ที่เจ้ารูกำแพงวังนี่อยู่ห่างไกลสายตาเหล่าทหารจึงทำให้ยังไม่มีใครมาซ่อมแซม
และตอนนั้นเองที่องค์ชายจุนซูสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ฉีกยิ้มสดใส ก่อนจะมุดตัวผ่านรูกำแพงนั่นออกจากวังไป
“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ...โลกกว้างของข้า”
.
.
.
เมื่อพ้นอาณาเขตพระราชวังของเสด็จพ่อ องค์ชายจุนซูก็ฉลาดมากพอที่จะแอบไปขอเปลี่ยนเสื้อกับเด็กน้อยลูกชาวบ้านแถวๆ ข้างวัง เด็กพวกนั้นไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังคุยกับองค์ชาย แค่เห็นเสื้อผ้าสวยๆ เนื้อผ้าชั้นดีนุ่มๆ แค่นั้นพวกเขาก็ยอมแลกเสื้อผ้าของตัวเองกับเสื้อผ้าขององค์ชายจุนซูแล้ว
หลังจากเปลี่ยนชุดพรางตัวเรียบร้อย องค์ชายจุนซูก็ออกเที่ยวเล่นในหมู่บ้านหลังวังอย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกสายตาของเหล่าทหารจับได้ องค์ชายตัวน้อยเดินดูนู่นดูนี่อย่างตื่นตาตื่นใจไปเรื่อย หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่เคยพบเห็น ไม่เคยได้สัมผัสหรือรู้จักมาก่อน และทุกสิ่งเหล่านั้นมันก็ช่างน่าสนใจในความรู้สึกเหลือเกิน
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า แสงแดดที่เคยส่องสดใสเริ่มจางหายไปทีละนิด จากเช้าตรู่ล่วงเลยเป็นบ่ายคล้อย จากบ่ายคล้อยล่วงเลยสู่เย็นย่ำ ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าไปทุกที ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้ากลับกลายเป็นสีส้ม องค์ชายจุนซูหนีออกจากวังมาเนิ่นนานเกินไปแล้ว
“อ๊ะ...” ก่อนหยดฝนเม็ดเล็กที่ร่วงกระทบใบหน้าจะทำให้องค์ชายตัวน้องต้องร้องออกมาอย่างตกใจ น่าแปลกที่อยู่ๆ ฝนก็ตก ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม้แต่เมฆฝนก็ไม่มี หยาดฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีวี่แววหรือคำบอกกล่าวล่วงหน้าเลยสักนิด
“คงถึงเวลากลับวังแล้วสินะ...”
เสียงใสบอกกับตัวเองเศร้าๆ ดวงตาที่เคยทอประกายสดใสหม่นหมองลงเมื่อรับรู้ว่าเวลาสนุกของตนวันนี้หมดลงแล้ว อันที่จริงองค์ชายยังไม่อยากกลับวัง ยังอยากเที่ยวเล่นต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังไม่ถูกทหารของเสด็จพ่อจับได้ ตราบนั้นเขาก็ยังอยากเล่นสนุกต่อไป แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อตอนนี้ฝนตกแล้ว อีกไม่นานคงจะตกหนักจนไม่สามารถเดินทางไปไหน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น...เขาก็คงกลับเข้าวังไม่ได้ ถึงตอนนั้นเรื่องวุ่นวายมากมายคงจะตามมาอย่างที่เขาเองยังไม่กล้าจะนึกถึง
“แค่หนีออกมาเที่ยวเล่นทั้งวันแบบนี้ก็เสี่ยงต่อพระอาญาของเสด็จพ่อจะแย่แล้วนะองค์ชาย...กลับวังเถอะนะ...” ย้ำกับตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะทอดถอนใจด้วยความเสียดาย แล้วหันหลังวิ่งกลับไปยังเส้นทางเดิมที่ตนเคยผ่านมา
สองขาเล็กๆ วิ่งไปเรื่อย เรือนร่างบอบบางขององค์ชายตัวน้อยที่ได้รับการทะนุถนอมประคบประหงมมาอย่างดีในชุดเด็กชาวบ้านมอมแมมวิ่งฝ่าท่ามกลางสายฝนไป แม้จะรีบร้อน แม้จะหวาดกลัวว่าจะกลับเข้าวังได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ แต่ลึกๆ ในใจขององค์ชายจุนซูก็ยังรู้สึกสนุก เขาไม่เคยได้วิ่งเล่นท่ามกลางสายฝนเช่นนี้ อย่างมาก...อย่างดีก็ได้แต่ยืนมองหยาดฝนเม็ดแล้วเม็ดเล่าร่วงหล่นจากฟ้าลงมาอยู่หน้าพระตำหนัก ที่ทำได้ก็แค่เอื้อมมือออกไป ให้หยาดฝนเหล่านั้นตกกระทบลงมาบนฝ่ามือของตนเท่านั้น
อดคิดไม่ได้ว่าแค่นี้ก็สนุกมากแล้ว หากแม้ว่ากลับไปแล้วจะโดนพระอาญาของเสด็จพ่อ แต่ก็คุ้มมากแล้ว...ที่ได้ทำ ได้เห็นในหลายๆ สิ่งที่แปลกใหม่ในชีวิต
กระทั่งพาตัวเองมาถึงท้ายหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับกำแพงวัง องค์ชายจุนซูจำได้ว่าแถวนี้มีเพิงไม้เล็กๆ ที่คล้ายกับศาลาพักผ่อนสำหรับผู้ที่เดินทางผ่านไปผ่านมาตั้งอยู่ เขาจำได้ว่าเมื่อเช้าที่เพิงไม้นี้ไม่มีคน แต่ในตอนนี้กลับมีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ ชายคนนั้นแต่งตัวธรรมดาๆ ทั่วไป แต่ที่น่าสนใจคือผู้ชายคนนั้นเหมือนกำลังนั่งวาดภาพอะไรซักอย่าง
องค์ชายจุนซูค่อยๆ ย่องไปที่เพิงแห่งนั้นท่ามกลางสายฝน เดินเข้าไปทางด้านหลังชายคนที่ว่า ก่อนจะเห็นว่าเขากำลังนั่งวาดภาพอยู่จริงๆ ในมือของเขามีแค่ดินสอไม้แท่งหนึ่งกับกระดาษแผ่นใหญ่หนึ่งแผ่น หากแต่ภาพที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้นกลับสวยงามเหลือเชื่ออย่างที่องค์ชายตัวน้อยไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันเป็นภาพที่อยู่ตรงหน้าเราสองคน เส้นทางที่เป็นดินโคลนกับต้นไม้น้อยใหญ่ ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายกับท้องฟ้ายามเย็นที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับ น่าแปลกที่ดินสอแท่งนั้นเป็นสีดำ ภาพที่เห็นก็เป็นภาพขาวดำธรรมดา แต่องค์ชายจุนซูกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกมากมายที่อยู่ในภาพๆ นั้น กลับมองเห็นสีสันของภาพจากความรู้สึก
ดินโคลนสีน้ำตาลหอมกลิ่นฝน ต้นไม้สีเขียวชอุ่มชุ่มน้ำ และท้องฟ้าทอแสงสีส้ม
“โห...สวยจัง” องค์ชายจุนซูหลุดปากชมออกมาไม่รู้ตัว และเสียงของเขาก็ทำเอามือของใครอีกคนที่จรดปลายดินสอวาดภาพอยู่ถึงกับชะงัก
“ขะ...ขอโทษ......เรา...เราไม่ได้ตั้งใจทำให้ท่านเสียสมาธิ” เสียงใสระล่ำระลักพูดออกไปเมื่อเห็นชายตรงหน้าหันขวับมามอง แต่แทนที่ชายคนนั้นจะขุ่นเคือง เขากลับคลี่ยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้ รอยยิ้มที่เห็นแล้วทำเอาใจสั่นบอกไม่ถูก
“ไม่เป็นไร...ข้าแค่คิดว่ามีแต่ข้าเพียงคนเดียวที่อยู่ ณ เพิงแห่งนี้”
“เราบังเอิญวิ่งหลบฝนผ่านมา”
“เจ้าไม่ใช่คนแถวนี้หรือ?”
“คือ...คือเราเป็นลูกชาวบ้านแถวนี้ บ้านเราอยู่ทางนู้นนนน~” ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นคนตัวเล็กตรงหน้าชี้ไม้ชี้มือไปทางท้ายวัง
“ทางด้านโน้น? นั่นมันท้ายวังไม่ใช่หรือ?”
“เอ่อ...คือ...ก็ใช่ บ้านเราอยู่แถวๆ ท้ายวังน่ะ” เสียงใสแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าจะเชื่อหรือไม่ เขาไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขาเป็นองค์ชาย เขาอยากมีเพื่อนสักคนที่เป็นเพื่อนกับเขาเพราะเป็นตัวเขา ไม่ใช่เพราะเขาคือองค์ชายจุนซู...
“แล้วท่านเล่า? บ้านท่านอยู่แถวนี้หรือ?”
“เปล่าหรอก...ข้าเป็นเพียงช่างภาพร่อนเร่ที่บังเอิญผ่านเข้ามาในเมืองหลวงเท่านั้น” ว่าแล้วก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้อีก ยิ่งเห็น...รอยยิ้มนี้ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกอุ่นๆ ในใจขององค์ชายจุนซูเพิ่มมากขึ้นทุกที แม้ร่างกายจะเปียกปอนเพราะสายฝน ทั้งที่ควรจะหนาวสั่นกลับไม่รู้สึกเลยแม้แต่น้อย
“ท่านถ่อมตัวหรือไม่? หากท่านเป็นแค่ช่างภาพร่อนเร่ เหตุใดภาพวาดของท่านจึงงดงามถึงเพียงนี้?” องค์ชายจุนซูเอ่ยออกไปจากใจ คำพูดที่ทำเอาคนฟังคลี่ยิ้มส่งให้กว้างกว่าเดิม
“คำชมของเจ้าข้าได้ยินแล้วชื่นใจยิ่งนัก...เด็กน้อย” เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกองค์ชายอย่างเขาว่า ‘เด็กน้อย’ โตมาจนป่านนี้ แม้แต่ตอนเล็กๆ แม้แต่เสด็จพ่อเสด็จแม่ก็ไม่เคยเรียกเขาเช่นนี้ พอได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลกๆ น่ารักดีแต่ก็รู้สึกจั๊กจี้หูบอกไม่ถูก
“เราโตแล้วนะ! ไม่ใช่เด็กซักหน่อย...”
“ที่บอกว่าโตนี่เจ้าอายุเท่าไรกันหืม?”
“สิบห้าปี!”
“นั่นไง...สิบห้าปีก็เด็กอยู่ดี”
“ทำเป็นพูด...ทำอย่างกับว่าตัวนั้นโตนักหนา...”
“อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็อายุยี่สิบสามปีแล้ว ไม่ใช่เด็กวัยสิบห้าปีเยี่ยงเจ้า”
“ท่านช่างแก่นัก...” ทำปากขมุบขมิบบ่นแล้วก็ทำหน้างอให้อีกคนหลุดขำ น่าแปลกที่คนตรงหน้าเป็นเด็กผู้ชายแต่กลับมีหน้าตาที่จิ้มลิ้มน่ารักราวเด็กผู้หญิง แม้ในยามขุ่นเคืองเช่นนี้ก็ยังดูน่าทะนุถนอม ผิวพรรณก็ดูดีสะอาดสะอ้าน แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นลูกชาวบ้านแถวนี้จริงๆ
“เจ้าพูดเช่นนี้กับคนที่เพิ่งรู้จักได้หรือ? เจ้าพูดเช่นนี้ก็กับผู้ที่อาวุโสกว่าได้หรือ?”
“ก็ท่านว่าข้าเด็ก!”
“ฮ่าๆๆ ได้...ข้าไม่ว่าเจ้าเด็กแล้วก็ได้ ว่าแต่...เจ้าชื่ออะไร?”
“เราชื่อคิมจุนซู”
“คิมจุนซู? ชื่อเจ้าช่างคล้ายกับชื่อขององค์ชายองค์เล็กแห่งกษัตริย์คิมนัมกิลยิ่งนัก”
“ระ...หรือ? เราไม่เห็นรู้เลย...แล้วท่านล่ะ? ท่านชื่ออะไร?”
“ปาร์คยูชอน...นามของข้าคือปาร์คยูชอน”
ปาร์คยูชอน...ราวกับได้ยินเสียงของคนตรงหน้าดังก้องอยู่เช่นนั้น ชื่อนี้...ราวกับฝังรากลึกอยู่ในความรู้สึก องค์ชายจุนซูคลี่ยิ้มกว้าง เขาจะจดจำชายผู้เป็นเจ้าของชื่อนี้ไว้ตลอดไป ปาร์คยูชอน...ช่างภาพร่อนเร่ผู้มีฝีมือ เพื่อนคนแรกของเขาในฐานะคิมจุนซูลูกชาวบ้าน ไม่ใช่คิมจุนซูราชโอรสแห่งกษัตริย์ราชวงศ์โชซอน
“ปาร์คยูชอน...เราดีใจที่ได้พบท่าน”
“หืม?”
“เราดีใจที่ได้รู้จักท่าน”
“ข้าก็ดีใจที่ได้รู้จักเจ้าเช่นกันเด็กน้อย...” ผู้ถูกเรียกว่า ‘เด็กน้อย’ ยิ้มกว้าง ครั้งนี้กลับไม่รู้สึกขุ่นเคืองเลยแม้แต่นิด กลับรู้สึกอุ่นๆ ที่หัวใจกับ ‘เด็กน้อย’ ที่ตัวเองถูกเรียกและรอยยิ้มอ่อนโยนของคนตรงหน้า
“ท่านจะอยู่ที่เมืองหลวงอีกนานหรือไม่ปาร์คยูชอน? ท่านสอนเราวาดภาพได้หรือไม่?”
“สอนเจ้าวาดภาพเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว...เราวาดภาพไม่เป็น เราอยากวาดภาพ ท่านสอนเรานะ...นะปาร์คยูชอน~” เด็กน้อยของยูชอนทำหน้าออดอ้อน เห็นแล้วก็ใจอ่อน แต่การที่ใครสักคนจะวาดภาพได้นั้น ใช่ว่านึกอยากจะวาดก็วาด ความหมายของการวาดภาพคือเรื่องความรู้สึก ไม่ใช่แค่จรดปลายพู่กันหรือดินสอลงแผ่นกระดาษ
“ข้าขอถามเจ้าหนึ่งคำถาม หากเจ้าตอบถูกใจข้า ข้าจะสอนเจ้า”
“ท่านว่ามาได้เลย!”
“เหตุใดเจ้าจึงอยากวาดภาพ”
“เพราะเราอยากถ่ายทอดสิ่งสวยงามบนโลกใบนี้ให้คนที่เรารักได้เห็น” องค์ชายจุนซูตอบทันทีตามที่ใจคิด องค์ชายตัวน้อยไม่ได้คิดอะไรมาก เขาแค่อยากวาดภาพสวยๆ สถานที่สวยๆ เวลาเขาได้เห็นตอนไปเที่ยวเล่นกลับไปให้เสด็จพ่อ เสด็จแม่ และองค์รัชทายาทผู้เป็นพี่ชายดู
วันใดที่เขาได้เห็นทุ่งหญ้า เขาก็จะวาดทุ่งหญ้ากลับไปฝาก
วันใดที่เขาได้เห็นสายธารา เขาก็จะวาดสายธารากลับไปฝาก
มันจะเป็นเช่นนั้น...เขาจะวาดทุกสิ่งที่สวยงามกลับไปฝากทุกคนที่เขารัก
องค์ชายจุนซูไม่รู้เลยว่าคำตอบง่ายๆ ของเขาคือคำตอบที่ถูกใจยูชอนที่สุด เพราะมันคือเหตุผลเดียวกับเหตุผลที่ยูชอนเลือกใช้ชีวิตเป็นช่างภาพ เขาเอง...ก็ใช้อาชีพนี้ถ่ายทอดสิ่งสวยงามบนโลกให้ผู้อื่นได้เห็นเช่นกัน ก่อนริมฝีปากของช่างภาพหนุ่มจะเผยรอยยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง
“เช่นนั้น...ข้าจะสอนวิธีถ่ายทอดสิ่งสวยงามเหล่านั้นให้เจ้าเอง”
.
.
.
นับจากวันนั้นที่องค์ชายจุนซูมีปาร์คยูชอนเป็นอาจารย์ องค์ชายตัวน้อยก็จะหาโอกาสหนีออกจากวังทางเส้นทางลับทางเดิมออกมาหาช่างภาพร่อนเร่คนนี้ จุดนัดพบของเราสองคนคือเพิงไม้เก่าๆ ท้ายวัง สถานที่ที่เราพบเจอกันครั้งแรก เมื่อพบกันช่วงแรกยูชอนจะสอนให้องค์ชายจุนซูรู้จักกับลายเส้นชนิดต่างๆ เขาสอนให้องค์ชายจุนซูรู้จักการถ่ายทอดอารมณ์ไปตามลายเส้นเหล่านั้น และสอนให้รู้จักสัมผัสความรู้สึกของภาพที่เห็น ก่อนจะถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นลงบนแผ่นกระดาษ ซึ่งลูกศิษย์ตัวน้อยก็ตั้งอกตั้งใจเก็บเกี่ยวสิ่งที่อาจารย์ผู้นี้สั่งสอนเป็นอย่างดี
และนั่นยิ่งทำให้ยูชอนรู้สึกเอ็นดูหนุ่มน้อยคนนี้มากขึ้น เขาชอบนักยามที่เด็กคนนี้ทำหน้าจริงจังรับฟังคำพูดของเขา คิ้วเรียวที่ขมวดมุ่นเป็นปมยามไม่เข้าใจหรือสงสัย หรือแม่แต่ตอนที่ถูกเขาแกล้งแล้วก็ทำหน้างอง้ำ สีหน้าเหล่านั้นไม่ว่ายิ้มหรือหัวเราะ ขัดใจหรือขุ่นเคืองล้วนน่ามอง...ให้มองเท่าไรก็ไม่เบื่อ อยากมองอยู่เรื่อยไป มองทีไรเป็นต้องแอบยิ้มทุกที
แม้จะนึกสงสัยอยู่บ้างว่าเด็กคนนี้แท้จริงแล้วเป็นใครมาจากไหน ทำไมทุกครั้งที่เจอกันถึงดูหลบๆ ซ่อนๆ ตลอดเวลา หลายครั้งที่ยูชอนจะไปส่งที่บ้านแต่จุนซูก็ไม่เคยยอมวิ่งหนีหายไปได้เสมอ และหลายครั้งเหลือเกินที่จุนซูผิดนัดกับเขา ปล่อยให้เขาเฝ้ารอ และเมื่อเจอหน้ากันก็ให้เหตุผลแค่เพียงว่าออกจากบ้านมาไม่ได้เท่านั้น
หากเป็นแค่ลูกชาวบ้านธรรมดาๆ เหตุใดจะออกมาเที่ยวเล่นตามประสาไม่ได้กัน?
แต่ยูชอนก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรมากไปกว่านี้ เขาเป็นคนไม่ชอบคิดเยอะ คิดมากไปก็เปลืองสมองและบั่นทอนอารมณ์ศิลปะของเขา นาทีนี้ เวลานี้ แค่มีจุนซูเป็นลูกศิษย์ตัวน้อยๆ คอยฟังเขาสอน แค่ได้เห็นรอยยิ้มสดใสนั่นอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง แค่นั้นยูชอนก็รู้สึกว่าอาชีพช่างภาพของเขามีความสุขมากพอแล้ว
“ท่านยิ้มอะไรน่ะยูชอน?” คิมจุนซูไม่เคยเรียกเขาว่า ‘ท่านพี่’ หรือ ‘อาจารย์’ แม้เขาจะอาวุโสกว่าแต่ก็ไม่เคยเรียกกันแบบนั้นสักครั้ง น่าแปลกที่ยูชอนไม่รู้สึกโกรธหรือขุ่นเคือง กลับฟังดูว่ามันน่ารักดีมากกว่า
“เปล่านี่...”
“โกหก...เราเห็นท่านมองเราแล้วท่านก็ยิ้ม”
“นั่นคงเป็นเพราะใบหน้าของเจ้าทำให้ข้ายิ้มได้”
“อย่างไรกัน?”
“ไม่รู้สิ...เวลามองเห็นเจ้าข้าก็อยากยิ้มอยู่เรื่อยไป”
สิ้นเสียงนุ่ม แก้มใสของเด็กน้อยตรงหน้าก็ขึ้นสีระเรื่อ องค์ชายจุนซูไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ทำไมหัวใจถึงเต้นตึกตักชอบกลเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เช่นเดียวกับยูชอนที่ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมยามเห็นใบหน้าน่ารักนั่นเขินอายถึงไม่เคยละสายตาไปได้เลยซักครั้ง เราสองคน...ต่างไม่เข้าใจ
“ท่านนี่ชอบพูดจาเข้าใจยากอยู่เรื่อย...” ลูกศิษย์ตัวน้อยบ่นอุบ ขณะที่อาจารย์ก็เอาแต่นั่งยิ้ม
“ก็ข้าเป็นศิลปิน”
“ชิ...”
“ทำหน้ามุ่ยอีกแล้ว...อย่าลืมสิว่าภาพวาดของเจ้าจะมีอารมณ์เฉกเช่นตัวเจ้า มันจะออกมาขุ่นเคืองเหมือนอารมณ์ของผู้ที่วาดมัน”
“รู้แล้ว รู้แล้ว...เรารู้แล้ว!”
“เช่นนั้นลองยิ้มให้ข้าดูหน่อยซิ...” คำพูดของผู้เป็นอาจารย์ทำเอาลูกศิษย์อย่างองค์ชายจุนซูหน้ามุ่ยหนักกว่าเก่า แต่พอเจ้าตัวเห็นสายตาและรอยยิ้มคะยั้นคะยอจากร่างสูงตรงหน้าก็เลี่ยงไม่ได้ จำต้องแกล้งทำเป็นฉีกยิ้มกว้างๆ ส่งไปให้คนมองต้องหัวเราะชอบใจ
ดูเอาเถอะ...ขนาดปากยิ้มแต่แววตาเคืองโกรธ...เด็กน้อยลูกศิษย์เขายังน่ารักเลย
ก่อนที่องค์ชายจุนซูจะเลิกสนใจอาจารย์ของตนแล้วก้มหน้าก้มตาวาดภาพต่อ ยูชอนเห็นคนตัวเล็กทำหน้าคร่ำเคร่งไม่ยิ้มออกมาเสียที ร่างสูงจึงหยิบขลุ่ยจีนอันเล็กที่เขาบังเอิญไปพบที่ตลาดและซื้อมาจากพ่อค้าเร่ออกมา เขายกมันขึ้นจรดริมฝีปากและเริ่มเป่ามัน
บทเพลงหวานหูท่ามกลางสายลมเย็นยามบ่ายและทุ่งหญ้าสีเหลืองนวล ณ เนินเขาใต้ต้นไม้แห่งนั้น บทเพลงของยูชอนได้ขับกล่อมจนคนที่เคยรู้สึกขุ่นข้องหมองใจยิ้มออกมาจนได้
“ท่านเป่าขลุ่ยจีนเป็นด้วยหรือ?” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นถาม ยิ้มแป้นราวกับก่อนหน้านี้ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไรใดๆ กันมาก่อน
“เจ้ายิ้มได้แล้ว...”
“เห?”
“เพราะดนตรีนั้นสามารถกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์ได้...ข้าอยากเห็นเจ้ายิ้ม ข้าจึงเป่าขลุ่ยนี้เพื่อให้เจ้ายิ้ม...” เอ่ยด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงอ่อนโยนให้หัวใจของคนฟังตัวน้อยเต้นรัวอย่างไม่มีเหตุผลอีกครั้ง ก่อนองค์ชายจุนซูจะแกล้งเบือนหน้าหนีเพื่อหลบซ่อนแก้มสีระเรื่อของตัวเองไปอีกทาง
“เมินข้าเช่นนั้น...เจ้าไม่ชอบบทเพลงที่ข้าเล่นเพื่อเจ้าหรือ?”
“ใช่ว่าเราไม่ชอบ...” ข้าแค่รู้สึกแปลกๆ ยามที่ท่านกล่าวว่าบทเพลงนี้ท่านเล่นเพื่อข้า เพื่อให้ข้ายิ้ม...องค์ชายจุนซูได้แต่คิดในใจ
“แล้วเหตุใด...”
“ท่านเล่นให้เราฟังอีกครั้งได้หรือไม่? เราอยากฟัง...” ก่อนร่างสูงตรงหน้าจะหาคำตอบจากตนไปมากกว่านี้ องค์ชายจุนซูก็ตัดบทด้วยการทำหน้าออดอ้อนผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งแน่นอนว่ายูชอนย่อมใจอ่อน ร่างสูงคลี่ยิ้มและยกขลุ่ยจีนในมือขึ้นมาเป่าอีกครั้งโดยไม่ติดใจถามอะไรต่อ
บทเพลงเดิมๆ ถูกบรรเลงขึ้นมาอีก องค์ชายจุนซูกลับไปวาดภาพต่ออย่างอารมณ์ดี ก่อนเสียงใสๆ จะฮัมเพลงตามเสียงขลุ่ยจีนของยูชอนออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ลาลัลลัลลา~ ลาลาลาลัลลัลลา~ ลาลาลาลาลัลลัลลา~”
ณ เนินเขาใต้ต้นไม้แห่งเดิม ท่ามกลางสายลมยามบ่ายและทุ่งหญ้าสีเหลืองนวลเฉกเช่นเดิม คนสองคนนั่งอยู่เคียงข้างกัน คนหนึ่งบรรเลง อีกหนึ่งฮัมเพลง คนสองคนนั้นสบตากันและส่งผ่านรอยยิ้มถึงกันด้วยแววตา อยู่ๆ ก็รู้สึกอุ่นวาบที่หัวใจราวกับมีคนมาโอบกอดใจดวงนี้ไว้...อย่างไรอย่างนั้น
ทุกอย่างคงเดิม...แต่เหตุใดความรู้สึกในใจถึงเปลี่ยนไป เหตุใดจึงไม่เหมือนเดิมนะ?
.
.
.
“ข้ามีของขวัญมาให้เจ้า”
ในเช้าวันหนึ่งที่อากาศสดใส ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้ามาไม่นาน ปาร์คยูชอนและคิมจุนซูยืนเคียงข้างกันบนเนินเขาที่เมื่อมองออกไปก็จะเห็นทุ่งหญ้าและท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สายลมและแสงแดดยามเช้ายังคงอบอุ่นเหมือนเช่นเคย วันนี้ทั้งคู่ไม่ได้นัดเจอกันเพื่อวาดภาพ หากแต่ลูกศิษย์ตัวน้อยเคยบอกไว้ว่าใกล้ถึงวันเกิดของตนแล้ว ผู้เป็นอาจารย์อย่างยูชอนเลยอยู่เฉยไม่ได้ต้องหาของขวัญมาให้ แต่ช่างภาพร่อนเร่จนๆ อย่างเขาคงไม่มีของมีค่าอื่นใดนอกจากสิ่งที่ทำให้ด้วยใจสิ่งนี้เท่านั้น
องค์ชายตัวเล็กทำหน้าสงสัยเมื่อได้ยินดังนั้น ก่อนจะทำตาโตเมื่อเห็นของขวัญที่ร่างสูงตรงหน้ามอบให้กับเขา มันคือกระดาษแผ่นใหญ่หนึ่งแผ่น กระดาษธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดาขึ้นมาเมื่อมีภาพวาดฝีมือของปาร์คยูชอนปรากฏอยู่บนนั้น ยูชอนวาดภาพให้เขาเป็นของขวัญ ภาพวาดภาพนั้นที่เป็นภาพดวงอาทิตย์ทอแสงยามรุ่งอรุณ ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากภาพนี้มีแต่ความสดใส สวยงาม และอบอุ่น
“ของขวัญวันเกิดของเจ้า...อาจไม่มีค่ามากมายอะไร แต่ข้าก็ตั้งใจวาดมันให้เจ้า”
“สะ...สวยมากเลย ขอบคุณนะยูชอน!” องค์ชายจุนซูฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะรับภาพวาดภาพนั้นมาชื่นชมอย่างดีใจ เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้ ไม่เคยรู้สึกดีใจมากเท่านี้ ไม่ว่าจะเป็นของขวัญใดๆ ที่เสด็จพ่อเสด็จแม่หรือเสด็จพี่มอบให้ มีค่าแค่ไหนก็ไม่เคยทำให้เขารู้สึกได้เท่านี้มาก่อน
หรือเพราะยูชอนเป็นคนให้กันนะ?
“แต่ว่า...เหตุใดถึงเป็นดวงอาทิตย์ล่ะ?”
“เพราะรอยยิ้มของเจ้าสว่างไสวเหมือนดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ...ยามใดที่ได้มองจะทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจ”
เอ่ยคำพูดที่ทำให้คนฟังคลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยน รอยยิ้มที่ยูชอนคงไม่รู้ว่ามันก็ทำให้หัวใจขององค์ชายตัวน้อยคนนี้รู้สึกอบอุ่นได้เช่นกัน
“ข้ารักรอยยิ้มของเจ้านะจุนซู...” หัวใจไม่รักดีเต้นระรัวเพียงได้ยินคำว่า ‘รัก’
“ยิ้มให้ข้าแบบนี้ตลอดไปได้หรือไม่?” องค์ชายจุนซูตอบคำถามนั้นด้วยการโผเข้ากอดคนตรงหน้า อยู่ๆ ก็ร้องไห้สะอื้นออกมาจนคนตัวโตกว่าต้องหัวเราะขำ มือข้างหนึ่งของยูชอนโอบกอดลูกศิษย์ตัวเล็กไว้ ขณะที่มืออีกข้างก็ลูบหัวปลอบโยนแผ่วเบา
“ร้องไห้ทำไมหืม? เจ้าเด็กขี้แย...”
“เรา...ฮึก......เราจะยิ้มให้ท่าน...เราจะยิ้มให้ท่านตลอดไปยูชอน”
สิ้นเสียงใส อ้อมแขนของยูชอนก็โอบกอดคนตัวเล็กไว้แน่น คนสองคนยืนถ่ายทอดความอบอุ่นให้กันท่ามกลางความงดงามของธรรมชาติ ทั้งสายลม แสงแดด ทุ่งหญ้า และท้องฟ้าสีคราม หัวใจของเราอยู่ใกล้กันนิดเดียว ใกล้จนได้ยินเสียงมันเต้นไปพร้อมๆ กัน
คำว่า ‘ตลอดไป’ ยังคงก้องอยู่ในความรู้สึก คำๆ นี้ที่ทำให้หัวใจพองโตและอิ่มเอิบด้วยความสุขที่ยากจะบรรยาย เราจะยิ้มให้กันตลอดไป เราจะมีกันและกันตลอดไป เราจะอยู่เคียงข้างกัน...ตลอดไป
แต่มีใครบางคนเคยพูดไว้ว่าคำว่า ‘ตลอดไป’ ...ไม่มีอยู่จริง...
“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ล่วงเกินองค์ชายเช่นนั้น!?”
สุ้มเสียงแข้งกร้าวที่ดังลั่นึ้นจากเบื้องหลังทำให้คนสองคนต้องผละออกจากกันด้วยความตกใจ และเมื่อหันไปมององค์ชายจุนซูก็ถึงกับหน้าซีดเผือด เพราะเจ้าของเสียงอันคุ้นเคยนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นองค์รัชทายาทคิมจุนโฮผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของเขากับทหารองครักษ์อีกนับสิบ
“สะ...เสด็จพี่...”
“เรากับเสด็จพ่อนึกสงสัยมานานแล้วว่าเจ้าชอบหายตัวไปแห่งใดอยู่เรื่อย ที่แท้เจ้าก็...”
“มันไม่ได้เป็นอย่างที่เสด็จพี่คิดนะพะย่ะค่ะ! ชายผู้นี้เป็นแค่อาจารย์ของหม่อมฉัน หม่อมฉัน...หม่อมฉันแค่แอบออกมาเรียนวาดภาพกับเขา เขาไม่รู้เห็นเรื่องใดๆ ด้วยเลยพะย่ะค่ะ”
“นี่เจ้าปกป้องมันหรือองค์ชาย!?”
“ข้างงไปหมดแล้ว...นี่มันเรื่องอะไรกันจุนซู?”
“หม่อมฉันไม่ได้ปกป้อง...แต่ชายผู้นี้ไม่รู้เรื่องจริงๆ เขาไม่รู้จริงๆ...ว่าหม่อมฉันคือองค์ชาย” เอ่ยเสียงเบาแค่นั้น ก่อนจะหันกลับไปสบตากับร่างสูงตรงหน้า แววตาสับสนไม่เข้าใจที่ส่งมาให้หัวใจต้องเจ็บปวด องค์ชายจุนซูมองเห็นความปวดร้าวในดวงตาคมสีนิลของยูชอน องค์ชายจุนซูมองเห็นความเจ็บปวด รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดในหัวใจที่ไม่ต่างอะไรกับเขาซักนิด
“ไม่จริง...ใช่หรือไม่?”
“ท่านเคยบอกเรา...ว่าชื่อของเราช่างเหมือนชื่อขององค์ชายองค์เล็กแห่งกษัตริย์คิมนัมกิลยิ่งนัก แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่ชื่อ...แต่เราคือองค์ชาย เราคือองค์ชายคิมจุนซู...”
“เจ้า...”
“เราขอโทษยูชอน...เราขอโทษ...” ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดจากปากของคนตรงหน้าออกมา ไม่มีคำที่กล่าวว่า ‘ไม่เป็นไร’ ไม่มีการบอกกล่าวว่าให้อภัยหรือไม่ ไม่มีรอยยิ้มแสนอ่อนโยน ไม่มีสายตาอันอบอุ่น ไม่มี...ไม่มีอะไรเลย
ยูชอนมองเขาราวกับมองคนแปลกหน้า
...มันช่างเจ็บปวดนัก
“กลับวังไปกับเราเดี๋ยวนี้...แล้วเราจะยอมเชื่อเจ้าและปล่อยชายผู้นี้ไป” องค์รัชทายาทยื่นคำขาด หากแต่คำพูดเหล่านั้นกลับส่งไปไม่ถึงองค์ชายจุนซูผู้เป็นน้องชายได้เลย องค์ชายตัวน้อยไม่อยากไปไหน อยากอยู่กับยูชอน อยากถามคนตรงหน้าว่าให้อภัยเขาได้หรือไม่ที่โกหก โกรธเขามากหรือไม่ที่หลอกลวง และหากขุ่นข้องโกรธเคืองกันเขาต้องทำเช่นไรถึงจะยอมกลับมายิ้มให้กันเหมือนก่อน เขาอยากจะถาม...
“เจ้าไม่ได้ยินที่เราพูดหรือองค์ชาย!?”
“ยูชอน...เรา...”
“กลับไปเสียเถิดพะย่ะค่ะ...องค์ชายจุนซู” สรรพนามที่ใช้เรียกกัน แม้เคยได้ยินใครต่อใครเรียกมานักต่อนัก ได้ยินมาตั้งแต่จำความได้ เป็น ‘องค์ชายจุนซู’ ของทุกคนมาตลอด แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่รู้สึกเจ็บปวดมากเท่าครั้งนี้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ไม่อยากเป็น ‘องค์ชายจุนซู’ มากเท่าครั้งนี้
แต่ให้ทำอย่างไรได้...เมื่อเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงได้ เช่นเดียวกับที่เขาไม่สามารถหนีความจริงได้เลย
องค์ชายจุนซูจำต้องเดินคอตกไปหาองค์รัชทายาทผู้เป็นพี่ชาย เขาไม่อาจดื้อแพ่งอยู่ต่อไปได้มิเช่นนั้นยูชอนอาจเดือดร้อนเพราะเขา องคชายตัวเล็กตวัดขาขึ้นม้าประจำพระองค์ที่ทหารองครักษ์นำมาให้ ก่อนจะเหลียวหลังกลับมามองใครอีกคนก่อนจากลา แต่ทว่า...ยูชอนกับหลบสายตาเขา เบือนหน้าหนีเขาไปอีกทาง ทำราวกับว่า...ไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกต่อไปแล้ว
หัวใจปวดหนึบไปหมด องค์ชายจุนซูไม่อาจกลั้นความรู้สึกได้ และถูกพากลับวังไปด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา
ไม่ต่างอะไรกับใครอีกคนที่ยืนมองแผ่นหลังเล็กๆ นั่นห่างไกลออกไปเรื่อยๆ จุนซูไม่ใช่จุนซูคนเดิมของเขาอีกต่อไปแล้ว จุนซูไม่ใช่เด็กน้อยจุนซูลูกชาวบ้านแถวนี้ที่เขาจะสามารถอยู่เคียงข้างได้ตลอดไป แต่จุนซูคือองค์ชายจุนซูที่ไม่ว่าเอื้อมมือไขว่คว้าเท่าไรก็เอื้อมไปไม่ถึง
สูงส่งเกินไป...เราสองคนช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
...ต่างกันเกินไปจริงๆ
ยิ่งคิดยิ่งปวดร้าวที่หัวใจ มันยิ่งกว่าเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ ความจริงข้อนี้ได้กรีดแทงหัวใจให้เจ็บแทบทนไม่ไหว ยิ่งเจ็บยิ่งรู้สึกตัวว่าแท้จริงแล้ว...อาจารย์อย่างเขานั้น ‘หลงรัก’ ลูกศิษย์ตัวน้อยของตัวเองมากมายเหลือเกิน
โลกใบนี้ช่างโหดร้าย สวรรค์ช่างใจร้าย วันที่เขารับรู้ความรู้สึกในหัวใจ กลับเป็นวันเดียวกับที่เขารับรู้ว่าความรักของตนไม่มีทางเป็นไปได้...ช่างใจร้ายยิ่งนัก
.
.
.
สี่วันแล้วที่องค์ชายจุนซูเอาแต่หมกตัวอยู่ในพระตำหนัก ข้าวปลาก็ไม่ยอมเสวย ไม่ยอมพบเจอผู้ใด แม้แต่เสด็จพ่อเสด็จแม่มาเยี่ยมก็เอาแต่นอนคลุมโปงหลบหน้า ไม่ใช่ว่าองค์ชายจุนซูจะประชดหรือเอาแต่ใจอะไร แต่เขาแค่คิดถึงยูชอน แค่รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น อยากเจอยูชอน อยากเรียนวาดภาพกับยูชอน อยากคุยกับยูชอน ให้ยูชอนพาไปเที่ยว ในหัวมีแต่ภาพและเรื่องราวของยูชอนเต็มไปหมด เขาคิดถึงยูชอนมากจริงๆ
“องค์ชาย...” เสียงนี้ที่คุ้นเคยดังขึ้นอีก เพราะจำได้ว่าเป็นเสียงขององค์รัชทายาทผู้เป็นพี่ชาย องค์ชายตัวน้อยเลยมุดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ไม่อยากเจอหน้าเสด็จพี่ ไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้น
“องค์ชายจุนซู...นี่รัชทายาทเองนะ เรามาเยี่ยม...” เงียบ...องค์ชายจุนซูยังคงซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่มผืนใหญ่
“จุนซู...เจ้าจะไม่ออกมาคุยกับพี่หน่อยหรือ? เจ้าจะใจร้ายกับพี่ชายขนาดนั้นเลยหรือ?”
นานทีปีหนถึงจะได้ยินเสด็จพี่แทนตัวเองด้วยสรรพนามธรรมดาๆ เฉกเช่นพี่น้องทั่วไปแบบนี้ เพราะตั้งแต่จำความได้ชายตรงหน้าก็ถูกกำหนดภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่เป็นองค์รัชทายาทสืบราชบัลลังก์ต่อไป น้อยครั้งนักที่จะสามารถมาพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวแบบนี้เหมือนตอนเด็กๆ เมื่อได้ยินดังนั้นองค์ชายจุนซูก็รู้สึกเหมือนเรากลับไปวัยเยาว์อีกครั้ง องค์ชายตัวน้อยค่อยๆ โผล่หน้าออกจากผ้าห่ม ก่อนจะสบตากับแววตาสำนึกผิดของผู้เป็นพี่ชาย
“เจ้าโกรธพี่หรือ?”
“เสด็จพี่...”
“เจ้าโกรธหรือที่พี่พาเจ้ากลับมาวันนั้น? พี่เองก็อยากตามใจเจ้า แต่มันไม่เหมาะสม...เจ้าเป็นถึงองค์ชาย เป็นโอรสแห่งกษัตริย์ เจ้าจะไปเที่ยวเล่นทำตัวเฉกเช่นชาวบ้านทั่วไปได้อย่างไร?”
“หม่อมฉันเข้าใจ...หม่อมฉันไม่ได้โกรธเสด็จพี่...”
“แล้วเจ้าเป็นอะไร? เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมเสวยอะไรเลย รู้หรือไม่ว่าเสด็จพ่อและเสด็จแม่ทรงเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก”
“หม่อมฉันคิดถึงยูชอน...”
“หืม?”
“ชายคนนั้นที่เป็นอาจารย์ของหม่อมฉัน...หม่อมฉันคิดถึงเขาพะย่ะค่ะเสด็จพี่” เอ่ยแค่นั้น ก่อนน้ำตาจะเอ่อคลอ พอพูดถึงหัวใจก็เจ็บปวด ความคิดถึงมันกัดกร่อนหัวใจจนอยากร้องไห้ออกมา
“เขามีความสำคัญกับเจ้ามากขนาดนั้นเลยหรือจุนซู...”
“เขาเป็นเพื่อนคนแรกของหม่อมฉันในฐานะ ‘คิมจุนซู’ ไม่ใช่ ‘องค์ชายจุนซู’ เขาเป็นอาจารย์...เป็นคนสอนให้หม่อมฉันถ่ายทอดสิ่งสวยงามบนโลกนี้ให้คนที่หม่อมฉันรักได้เห็น...เขาสำคัญ...สำคัญมาก...”
“เช่นนั้น...หากเราพาเขามาหาเจ้าได้ เจ้าจะยอมเสวยอาหารแล้วกลับมาเป็นองค์ชายจุนซูผู้ร่าเริงของเราหรือไม่?”
“จริงหรือพะย่ะค่ะเสด็จพี่!?” ร้องถามลั่นให้ผู้เป็นพี่ชายได้แต่มองแล้วอมยิ้ม องค์รัชทายาทคิมจุนโฮพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะโดนองค์ชายตัวเล็กโผเข้ากอดอย่างแรงจนเกือบล้มลงไปกันทั้งคู่ องค์ชายจุนซูฉีกยิ้มกว้างในอ้อมกอดของพี่ชาย แค่รู้ว่าจะได้เจอยูชอนอีกครั้ง หัวใจที่เคยห่อเหี่ยวก็พองโตเรากับต้นไม้ที่แห้งเฉาใกล้ตายได้น้ำรด ก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสอ่อนโยนของมือกว้างที่ลูบเบาๆ ลงบนศีรษะ
“เจ้าเป็นน้องชายคนเดียวของพี่...แม้เสด็จพ่อจะมีโอรสและธิดามากมายแต่เจ้าก็เป็นสายเลือดของเสด็จพ่อและเสด็จแม่เช่นเดียวกับพี่เพียงคนเดียว เรามีกันแค่สองคนพี่น้อง...สิ่งใดที่ทำให้เจ้ามีความสุข ไม่ว่าอะไรที่ทำให้เจ้ายิ้มได้...พี่จะหามาให้ทุกอย่าง”
“เสด็จพี่...” เสด็จพี่ของเขายังคงเป็นเสด็จพี่เสมอ พี่จุนโฮ...ยังคงเป็นพี่จุนโฮที่รักเขาที่สุดเหมือนเช่นเคย
“หม่อมฉันรักเสด็จพี่” แล้วสองพี่น้องก็กอดกันกลมท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
.
.
.
วันนี้จะได้เจอยูชอนแล้ว องค์ชายจุนซูตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัว เขาสั่งให้เหล่านางในเตรียมของอร่อยๆ ไว้ต้อนรับ เขาจัดหากระดาษ พู่กัน น้ำหมึก และดินสอชั้นดีไว้มากมายเผื่อยูชอนจะอยากวาดภาพทิวทัศน์ในวัง องค์ชายจุนซูเฝ้ารอเวลาที่ยูชอนจะมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ กระทั่งนางในคนหนึ่งเดินมาหาเขาแล้วบอกว่าองค์รัชทายาทรออยู่ที่สวนดอกไม้ องค์ชายจุนซูก็รีบวิ่งออกจากพระตำหนักไปหาทันที
ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นเสด็จพี่ของตนยืนอยู่เคียงข้างกับชายอีกคนที่เฝ้าคิดถึง ยูชอนยืนอยู่ตรงนั้น และกำลังส่งยิ้มมาให้เขาอยู่ รอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนเช่นเคย รอยยิ้มนั้นที่เขารักและคิดถึง...กลับมาแล้ว
“ยูชอน!”
“องค์ชายจุนซู...” ร่างสูงโค้งน้อยๆ ซึ่งเขาเข้าใจว่ายูชอนคงจะเกรงใจเสด็จพี่จึงไม่กล้าแสดงความสนิทสนมมากนัก
“พวกเจ้าสองคนคุยกันตามสบายเถอะนะ” องค์รัชทายาทเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงไป ทีนี้...ที่แห่งนี้ก็มีแค่เราสองคน
“ท่านยังโกรธเราอยู่หรือไม่ยูชอน?”
“โกรธหรือ?...หม่อมฉันมิบังอาจกล้าดีโกรธพระองค์ได้หรอกพะย่ะค่ะ”
“โธ่...ยูชอนอ่า...ท่านพูดกับเราเหมือนเมื่อก่อนสิ เรียกเราว่าจุนซูเหมือนเดิมสิ”
“ไม่ได้หรอกพะย่ะค่ะองค์ชาย...พระองค์เป็นถึงองค์ชาย ส่วนหม่อมฉันเป็นแค่ช่างภาพร่อนเร่เท่านั้น”
“ชิ...เช่นนั้นก็ตามใจท่าน อยากเรียกอย่างไรก็เชิญ!” องค์ชายจุนซูทำหน้ามุ่ยเช่นเด็กเอาแต่ใจ สีหน้าขุ่นเคืองนั้นที่ไม่ว่ามองเมื่อไรก็เป็นต้องยิ้มได้ทุกที
“เห็นองค์รัชทายาทตรัสว่า...พระองค์ทรงไม่ยอมเสวยอะไรเลย จริงหรือพะย่ะค่ะ?”
“เรา...เราไม่อยากเสวยนี่...”
“ดื้อเหลือเกิน...เป็นเด็กดื้อไม่ดี หม่อมฉันเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ก็เราอยากเจอท่าน...เราเลยไม่อยากเสวยอะไร...”
“เช่นนั้น...ตอนนี้ได้เจอกันแล้ว พระองค์ต้องยอมเสวยนะพะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะไม่ยอมให้พระองค์ทรงดื้ออีกต่อไปแล้ว”
“รู้แล้วน่า...นี่ๆ เสด็จพี่บอกท่านแล้วหรือไม่? เรื่องที่เราอยากให้ท่านเข้ามาอยู่ในวัง เป็นอาจารย์สอนวาดภาพให้กับเรา”
“บอกแล้วพะย่ะค่ะ”
“ดีเลย! เจ้าพร้อมวันไหนเราจะได้บอกเสด็จพี่ให้ส่งคนไปรับ ทีนี้เราสองคนก็ไม่ต้องแอบออกไปเจอกันแล้วนะ”
“องค์ชายจุนซู...”
“หืม?”
“หม่อมฉัน...คงเป็นอาจารย์สอนวาดภาพให้พระองค์ไม่ได้”
“วะ...ว่าอย่างไรนะ...” ราวกับมีน้ำเย็นๆ สาดเข้าใส่หน้า องค์ชายจุนซูรู้สึกเหมือนตัวชาไปหมด นี่เขาฟังอะไรผิดไปหรือ? เขาได้ยินผิดไปใช่หรือไม่? ยูชอนไม่ได้ปฏิเสธเขา ยูชอนจะเข้ามาเป็นอาจารย์สอนวาดภาพให้เขา เข้ามาอยู่กับเขาในวัง เช่นนั้นใช่หรือไม่?
“หม่อมฉันอยู่ที่เมืองหลวงนี่นานเกินไปแล้ว...หม่อมฉันคงต้องไปแล้ว”
“ยูชอน...” องค์ชายจุนซูพยายามมองหาแววตาล้อเล่นในดวงตาของคนตรงหน้า แต่ก็ไม่เจอ...สิ่งที่เห็นมีแต่ความหมองเศร้า เช่นเดียวกับความรู้สึกของเขาในตอนนี้
“ท่าน...จะไปจริงๆ หรือ?”
“พะย่ะค่ะ”
“เหตุใด...เหตุใดท่านต้องไป? หากท่านอยู่ในวังนี้กับเราท่านจะมีทุกอย่าง เป็นอาจารย์ของเราท่านจะได้อยู่อย่างสุขสบาย แล้วทำไมท่านต้องไปด้วย...”
“หม่อมฉันต้องไปพะย่ะค่ะ” ต้องไปด้วยเหตุบางอย่างที่ไม่สามารถพูดออกไปได้ หากเป็นเมื่อก่อนคงพูดได้อย่างสบายใจ คงเปิดเผยความรู้สึกในหัวใจนี้ออกไปแล้ว แต่ตอนนี้...คนตรงหน้าคือองค์ชายผู้สูงศักดิ์ สูงเกินไป...กับความรักต่ำต้อยของเขา
“ท่านไม่อยากอยู่กับเราหรือ?...ไหนท่านบอกว่าอยากเห็นรอยยิ้มของเราตลอดไป...ฮึก......ท่านไม่อยากเห็นรอยยิ้มของเราแล้วหรือยูชอน...” องค์ชายจุนซูไม่อาจทนกลั้นน้ำตาไว้ต่อไปได้ เช่นเดียวกับยูชอนที่เมื่อเห็นคนตรงหน้าร้องไห้เขาก็ยิ่งปวดร้าว อยากซับน้ำตาให้เหลือก่อน อยากคว้าตัวมากอดแล้วปลอบโยน แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะเอื้อมมือไปแตะต้อง
“หม่อมฉันยังรักรอยยิ้มของพระองค์เสมอไม่เปลี่ยนแปลง...รอยยิ้มของพระองค์จะอยู่ในความทรงจำของหม่อมฉันตลอดไป”
“ยูชอน...ฮึก...”
“แต่หม่อมฉันต้องไปจริงๆ พะย่ะค่ะ”
“ไม่...อึก..ฮึก......ไม่ให้ยูชอนไป...เราไม่ให้ยูชอนไปไหนทั้งนั้น...”
“อย่าดื้อเลยนะจุนซู” คำพูดที่ได้ยินทำเอาชะงักงัน น้ำเสียงที่คุ้ยเคย ถ้อยคำที่คุ้นเคย ยูชอนที่เขาคุ้ยเคย... เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนและสายตาอบอุ่นแบบเดิมๆ ที่ส่งมาให้
“เจ้ามีชีวิตของเจ้า...ข้าเองก็มีชีวิตของข้า ข้าเป็นศิลปิน...แรงบันดาลใจของข้าไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากข้ายึดติดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง...”
“หมายความว่าอย่างไรท่านก็จะไป...ฮึก......”
“โปรดเข้าใจข้าด้วย...”
“แต่เราอยากมีท่านอยู่ข้างๆ...”
“ข้าจะอยู่ข้างๆ เจ้า...” เอ่ยเสียงนุ่มแผ่วเบา ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมา ของสิ่งนั้นคือขลุ่ยจีนกันเล็กที่ยูชอนมักเป่าให้ลูกศิษย์ตัวน้อยฟังและฮัมเพลงคลอตามเสมอ
“ขลุ่ยจีนอันนี้...ข้ามอบให้เจ้า มันจะเป็นตัวแทนของข้า...ที่จะอยู่ข้างๆ เจ้าตลอดไป...”
“ฮึก...”
“เจ้าจำเพลงที่ข้าเป่าให้เจ้าฟังแล้วเจ้าฮัมเพลงคลอได้หรือไม่?” องค์ชายจุนซูพยักหน้าทั้งน้ำตา ก่อนจะได้ยินเสียงเพลงอันคุ้ยเคยดังมาจากคนตรงหน้า
“ลาลัลลัลลา…ลาลาลาลัลลัลลา…ลาลาลาลาลัลลัลลา...” ยิ่งได้ยินน้ำตาก็ยิ่งไหล ยิ่งปวดร้าวที่หัวใจ แต่เสียงใสๆ สั่นเครือก็ยังคงร้องตามออกไป
“ลาลัลลัลลา…ลาลาลาลัลลัลลา…ลาลาลาลาลัลลัลลา...”
“ยามใดที่เจ้าร้องเพลงนี้...สายลมจะพัดพาเสียงของเจ้าไปถึงข้า และข้า...จะอยู่กับเจ้าเสมอ...”
จะอยู่ในความทรงจำ จะอยู่ในความรู้สึก
จะอยู่ในจิตใต้สำนึก จะอยู่ในทุกๆ ที่ที่เจ้าอยากให้ข้าอยู่
“อย่าร้องไห้อีกเลยนะเด็กน้อยของข้า...เจ้าจงเข้มแข็ง เจ้าจงยิ้ม...เพราะข้ารักรอยยิ้มของเจ้า...เจ้าจงมีความสุข จงสดใส...เฉกเช่นดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณที่ข้ามอบให้กับเจ้า...”
“เราจะยิ้มต่อไปได้อย่างไร...ถ้าไม่มีท่าน...”
“เจ้าต้องทำได้...เพื่อข้า...” เอ่ยแผ่วเบา ก่อนมือแกร่งจะยกขึ้นมาเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้ตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ยูชอนยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มจากหัวใจ...
“ข้าคงดีใจ...หากเจ้าจะยิ้มเพื่อข้า มากกว่าร้องไห้เพราะข้า...” ร่างสูงลูบหัวองค์ชายตัวน้อย
“ลาก่อน...จุนซู” แล้วหันหลังเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามองคนที่ยืนร้องไห้อยู่ข้างหลังอีก
“ยูชอน! ฮึก...ยูชอน!” องค์ชายจุนซูพยายามร้องเรียก เขาพยายามจะวิ่งตามแต่ก็ถูกทหารองครักษ์ของเสด็จพี่ขวางไว้ แผ่นหลังของยูชอนห่างไกลออกไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเสียงเรียกปนสะอื้นนั่นที่แม้จะดังให้ได้ยินแว่วๆ และเบาลงทุกทีแต่กลับทำร้ายหัวใจได้อย่างหนักหนาสาหัส
จุนซูเจ็บปวด เขาก็ปวดร้าว
จุนซูโศกเศร้า เขาก็เศร้าหมอง
แต่ทำอย่างไรได้? เมื่ออีกฝ่ายคือองค์ชาย เมื่อความรักของเขา...ต่อให้ตายก็ไม่มีวันเป็นไปได้ หนทางที่ดีที่สุดคือเดินจากมา ให้จำแต่สิ่งดีๆ ระหว่างกันและกันไว้ ตัดใจเสียแต่ตอนนี้...ดีกว่าปล่อยให้ความรู้สึกถลำลึกเกินไป เมื่อนั้นคงทรมานจนไม่อาจเยียวยาได้...ไม่ดีกว่าหรือ?
ข้าจะไม่มีวันลืมเจ้า
ข้าจะไม่มีวันลืมรอยยิ้มของเจ้า
...เด็กน้อยของข้า
.
.
.
“...ยูชอน.......”
ผมลืมตา...
ผมลืมตาตื่นมาแล้วพบว่า...ตัวเองฝันไป
น่าแปลกที่ความฝันช่างเหมือนจริง น่าแปลกที่ความเจ็บปวดในความฝันยังรู้สึกได้เมื่อตื่นขึ้นมาในโลกของความจริง แม้กระทั่งชื่อของเขาคนนั้น ผมก็ยังเผลอหลุดเรียกออกมา ราวกับตัวเองเป็นองค์ชายจุนซูในความฝัน...
ตอนนี้ผมนอนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ผมจำได้ว่าตัวเองนอนดูทีวีแล้วคงเผลอหลับไป ผมไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นนั่ง ผมนอนร้องไห้...ไม่สิ ผมไม่ได้ร้องไห้ แต่อยู่ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง มันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ คงตั้งแต่ตอนที่ผมหลับแล้วฝันถึงเรื่องบ้าๆ นั่น ผมคงอินกับมันเกินไปจนน้ำตาไหลออกมา
“จุนซู!” ผมได้ยินเสียงคนเรียก พอเหลือบสายตาขึ้นมองก็เห็นว่าไม่ใช่ใครที่ไหน คนคุ้นเคย...ปาร์คยูชอน วันนี้หมอนั่นไม่มีงานเลยมาขลุกอยู่บ้านผม ทำเป็นอ้างว่าผมอยู่คนเดียวเลยมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ที่จริงคือจะมาหาข้าวฟรีกิน ยูชอนเพิ่งเดินออกมาจากในครัว เขาแทบทำถ้วยไอติมในมือร่วงเมื่อเห็นผมนอนน้ำตาไหล เขาคงตกใจ...ไม่งั้นคงไม่รีบวิ่งมาหาผมแบบนี้
“เป็นอะไร? ร้องไห้ทำไม!?” ยูชอนจับผมลุกขึ้นนั่ง เขาเช็ดน้ำตาให้ผม สัมผัสจากปลายนิ้วนี้ที่ช่างอบอุ่นเหมือนปลายนิ้วของคนในความฝัน อยู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมามากขึ้น ผมกลั้นมันไว้ไม่ได้
“จุนซูนายเป็นอะไร ฝันร้ายเหรอ?” ผมมองหน้าเขาทั้งน้ำตา สบตากับเขาผ่านหยดน้ำตาเหล่านี้ มันไม่มีเหตุผลเอาซะเลยที่ผมจะร้องไห้งอแงเป็นเด็กๆ แต่ไม่รู้เหมือนกัน ยิ่งเห็นหน้า ยิ่งสบตา มันก็ยิ่งคิดถึง ยิ่งโหยหา...มันปวดหนึบที่หัวใจบอกไม่ถูก
“ลาลัลลัลลา…ลาลาลาลัลลัลลา…ลาลาลาลาลัลลัลลา...” ผมเปล่งเสียงออกไปโดยไม่รู้ตัว บทเพลงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินที่ไหน
“ลาลัลลัลลา…ลาลาลาลัลลัลลา…ลาลาลาลาลัลลัลลา...”
“จุนซู...” ยูชอนคงเห็นว่าผมอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ และไม่หยุดร้องไห้ซักที เขาเลยคว้าผมไปกอดไว้แน่น มือของเขาลูบหัวปลอบผมเบาๆ เหมือนในความฝันเลย...
ผมจำได้แล้ว...เพลงนี้...ก็อยู่ในความฝัน...
“ยามใดที่เจ้าร้องเพลงนี้...สายลมจะพัดพาเสียงของเจ้าไปถึงข้า และข้า...จะอยู่กับเจ้าเสมอ...”
“ยูชอน...นายได้ยินเสียงของฉันมั้ย...”
“ได้ยินสิ...ไม่เป็นไรนะจุนซู มันก็แค่ความฝันนะ ฉันอยู่ตรงนี้...” เขาคงยังเข้าใจว่าผมฝันร้าย แต่ผมก็ไม่แน่ใจ...ว่ามันคือฝันร้ายหรือฝันดี...
“นายจะอยู่ตรงนี้...ข้างๆ ฉันใช่มั้ยยูชอน”
“อืม...อย่างที่เคยสัญญา...จะอยู่ข้างๆ ตลอดไป...เพราะฉะนั้นหยุดร้องไห้ได้แล้วนะ”
ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วซบหน้าลงไปกับแผ่นอกของคนตรงหน้า ให้เสื้อของเขาเช็ดหน้าตาให้ผม ให้อ้อมกอดของเขาช่วยปลอบประโลมผม ผมกอดยูชอนตอบไป เมื่อไรที่เรากอดกัน ผมจะรู้สึกอุ่นๆ ที่หัวใจ ปลอดภัย แล้วก็ไม่กลัวอะไรอีก
เพราะเขาสัญญากับผมไว้แล้ว
ว่าเขาจะอยู่ข้างๆ ผม...ตลอดไป...
กระทั่งเสียงเพลงที่อยู่ในความฝันดังแว่วให้ได้ยินอีกครั้ง จากที่ไหนสักแห่ง...อันแสนไกล...
따스히 드리운 햇살에
ในแสงอาทิตย์ที่สาดแสงลงมาอย่างอบอุ่น
너를 그려본다
ฉันลองวาดภาพเธอในนั้น
스치듯 불어온 바람에
ในสายลมที่ผัดผ่านไป
너를 느껴본다
ฉันลองรู้สึกถึงเธอดู
“ของขวัญวันเกิดของเจ้า...อาจไม่มีค่ามากมายอะไร แต่ข้าก็ตั้งใจวาดมันให้เจ้า”
“เพราะรอยยิ้มของเจ้าสว่างไสวเหมือนดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ...ยามใดที่ได้มองจะทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจ”
익숙한 향기에 이끌려
ถูกชักจูงด้วยกลิ่นหอมอันคุ้นเคย
난 지금 어디론가
ตอนนี้ฉันอยู่ ณ แห่งหนใดกัน
바람이 멈춘 그 자리에
ณ ตรงนั้นที่สายลมได้สิ้นสุดลง
그곳에 서 있는 너
มีเธอยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเอง
“ยามใดที่เจ้าร้องเพลงนี้...สายลมจะพัดพาเสียงของเจ้าไปถึงข้า”
“และข้า...จะอยู่กับเจ้าเสมอ...”
처음 만난 그날 운명처럼
วันนั้นที่แรกพบกันดั่งโชคชะตา
그대란 걸 난 알았죠
ฉันได้แล้วถึงสิ่งที่เรียกว่าเธอ
길고 긴 시간을 돌고 돌아와
เวลาสุดแสนยาวนานหมุนเวียนเปลี่ยนหมุนมา
그댈 다시 찾은거죠
ให้ฉันได้มาพบเจอเธออีกครา
“ข้าเป็นเพียงช่างภาพร่อนเร่ที่บังเอิญผ่านเข้ามาในเมืองหลวงเท่านั้น”
“ปาร์คยูชอน...นามของข้าคือปาร์คยูชอน”
라랄랄라 라라 라랄랄라 라라라 라랄랄라
ลาลัลลัลลา ลาลา ลาลัลลัลลา ลาลาลา ลาลัลลัลลา
라랄랄라 라라 라랄랄라 라라라 라랄랄라
ลาลัลลัลลา ลาลา ลาลัลลัลลา ลาลาลา ลาลัลลัลลา
내 앞에 있는 그대 모습
ภาพเธอที่อยู่เคียงข้างฉัน
정말 꿈은 아니죠
นี่ไม่ใช่ภาพฝันจริงๆใช่ไหม
꽃잎이 비처럼 내려와
กลีบดอกไม้ร่วงหล่นราวกับสายฝน
우릴 감싸 주네요
ได้โอบกอดเราสองเอาไว้อย่างนั้นเอง
“ข้ารักรอยยิ้มของเจ้านะจุนซู...”
“ยิ้มให้ข้าแบบนี้ตลอดไปได้หรือไม่?”
시간이 흘러도 오늘처럼
แม้เวลาไหลผ่านไป ดังเช่นวันนี้
행복하길 기도하죠
ฉันก็อธิษฐานให้เธอมีความสุข
먼 훗날 다시 긴 잠이 들 때도
กระทั่งยามหลับใหลอันยาวนานในวันหน้าอันห่างไกล
함께 같은 꿈을 꿔요
ฉันจะหลับฝันร่วมกันไปกับเธอ
“อย่าร้องไห้อีกเลยนะเด็กน้อยของข้า...เจ้าจงเข้มแข็ง เจ้าจงยิ้ม...เพราะข้ารักรอยยิ้มของเจ้า...”
“...เจ้าจงมีความสุข...”
새들이 잠들고
ในยามเหล่านกน้อยหลับใหล
고요한 구름 하늘이 낯설 때도
และในยามที่เมฆอันสงบไม่คุ้นเคยกับฝืนฟ้า
어둠은 걷히고
ความมืดมิดจะสูญสลายไป
태양은 또 다시 눈부시게 빛나죠
และดวงอาทิตย์จะส่องแสงจรัสจ้าขึ้นอีกครา
“จงสดใส...เฉกเช่นดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณที่ข้ามอบให้กับเจ้า...”
처음 만난 그날 운명처럼
วันนั้นที่แรกพบกันดั่งโชคชะตา
그대란 걸 난 알았죠
ฉันได้แล้วถึงสิ่งที่เรียกว่าเธอ
길고 긴 시간을 돌고 돌아와
เวลาสุดแสนยาวนานหมุนเวียนเปลี่ยนหมุนมา
그댈 다시 찾은거죠
ให้ฉันได้มาพบเจอเธออีกครา
“ไงเด็กใหม่...ชื่อไรอ่ะ? เราชื่อคิมจุนซู”
“ยูชอน...ปาร์คยูชอน”
오늘도 내일도
ทั้งวันนี้ และวันพรุ่งนี้
행복하길 기도하죠
ฉันก็อธิษฐานให้เธอมีความสุข
“นายเป็นเพื่อนที่มีคนเดียวบนโลกของฉัน”
“จากนี้ไปฉันจะอยู่ข้างๆ นาย จะทำให้นายมีความสุข...คิมจุนซู...”
ข้าจะไม่มีวันลืมเจ้า
ข้าจะไม่มีวันลืมรอยยิ้มของเจ้า
...เด็กน้อยของข้า
The END
จบแล้ว!!!!!!!!!!!!!!!
ช็อตฟิคเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ภาคภูมิใจมาก ฮ่าๆๆ
เพราะนานทีปีหนถึงจะแต่งยูซูเมนซักที เรียกได้ว่าแทบไม่เคยเลย
เกือบจะเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่แต่งยูซูโอนลี่แบบนี้
จะบอกว่าแอบหวั่น เพราะเราไม่ใช่ยูซูโดยกำเนิดไง
อย่างที่รู้ๆ ว่าเรามันยุนแจโดยสายเลือด ก็กลัวว่าจะสื่อออกมาไม่ถูกใจ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราชอบช็อตฟิคเรื่องนี้ที่เราแต่งมาก เรามีความสุขมาก
ถึงมันจะออกมาแตกต่างจากที่คิดไว้เล็กน้อย แต่โดยรวมคือถูกใจ
แต่งเององเองอีกแล้วจ้า~ ><
ซึ่งฟิคเรื่องนี้มีแรงบันดาลใจมากจาก track 06 ของน้องจุน
เราชอบเพลงนี้มาก돌고 돌아도 เป็นเพลงที่ในคอนทำเราร้องไห้แบบเขื่อนแตก
ประทับใจเพลงนี้จนเกิดเป็นพล็อต พอมาอ่านคำแปลเท่านั้นแหละ
แม่งโดนไปหมดทุกประโยค ฮ่าๆๆ
ก็ขอขอบคุณไอ้ตัวเล็กมาไว้ ณ ที่นี้ที่สร้างสรรค์เพลงดีๆ ให้จิ้นกันต่อไป
รักคิมจุนซูน้า~ ตัวเล็กของเค้า~ จุ๊บุ
ปล. หวังว่าแม่ยกยูซูคงถูกใจ
ปลล. แม่ยกยุนแจอดใจรออีกนิด ที่ดองไว้เดี๋ยวมาต่อ!
WilyRover
030612
08:31 am.
Contact on twitter @WilyRover
edit @ 3 Jun 2012 20:37:23 by ,, WilyRover ,,
edit @ 3 Jun 2012 20:39:50 by ,, WilyRover ,,
edit @ 3 Jun 2012 20:42:22 by ,, WilyRover ,,


