[FIC] -- G I S A E N G -- [YunJae][ตอนที่ ๑๒]

posted on 25 Dec 2014 00:19 by wilyrover in FICTION
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title :: G I S A E N G (กีแซง)
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Drama
Author’s Note :: "ชิมชางมิน" 
            


















 
- 12 -



 
 
 
 
 
 
 
“ข้าว่า...พอแค่นี้เถอะพี่ชาย”

จุน ซูหันมองตามเสียงนุ่ม และพบว่าเจ้าของมือใหญ่ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้คือชายหนุ่มรูปร่างสูง โปร่ง ท่าทางดูดีมีฐานะคนหนึ่ง เขามีผิวสีน้ำผึ้งเข้ากันได้ดีกับดวงตาสีสนิมที่ทอประกายพราวระยับ เช่นเดียวกับรอยยิ้มบางเบายากแก่การคาดเดาที่ลงตัวกับใบหน้าหล่อเหลาของชาย คนนี้อย่างน่าประหลาดใจ

“เจ้ามายุ่งอะไรด้วย!” น้ำเสียงกราดเกรี้ยวตะคอกใส่ดังลั่น ทว่าร่างสูงผู้มาใหม่กลับไม่สะทกสะท้าน มือใหญ่ยังคงยึดแขนข้างหนึ่งของชายแปลกหน้าไว้แน่น “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”

“พี่ชายพูดเองไม่ใช่หรือว่าจะจับคนส่งทางการ? ข้าก็ช่วยจับอยู่นี่อย่างไรเล่า”

“...เจ้า!”

“หากต้องมีใครสักคนเข้าคุก ข้าว่าควรเป็นเจ้าที่ใช้ลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้ขู่เอาเงินผู้อื่นมากกว่า”

สิ้น เสียงนุ่มราบเรียบ คนที่ถูกจับได้ก็หาทางเอาตัวรอดด้วยการเงื้อหมัดอีกข้างหวังทำร้าย ทว่าคุณชายร่างสูงยกมือขึ้นรับไว้ทัน และตวัดมือนั้นหักแขนอีกฝ่ายไปด้านหลัง ก่อนจะใช้กำลังกดร่างชายแปลกหน้าให้นั่งลงคุกเข่ากับพื้น พร้อมเสียงโอดโอยเจ็บปวดและเสียงสะอื้นของเด็กน้อยที่ยืนร้องไห้ด้วยความ ตกใจ

“อยากได้ข้อหาทำร้ายร่างกายอีกกระทงหรืออย่างไร?” เอ่ยถามเสียงเย็น รอยยิ้มที่เคยมีเลือนหาย เฉกเช่นแววตาพราวระยับซึ่งบัดนี้ทอประกายกร้าว ท่าทีแสดงออกชัดเจนว่าคุณชายผู้นี้ไม่ใช่แค่ลูกเศรษฐีที่จะยอมให้ใครมาแตะ ต้องง่ายๆ

“ยอมแล้วๆ ข้ายอมแล้ว ข้ากลัวแล้ว!” ชายแปลกหน้าโวยวายขอยอมแพ้เมื่อเห็นว่าหมดทางสู้ ขณะที่คุณชายร่างสูงยืนนิ่งคล้ายไม่ได้ยิน เขาเพียงตวัดสายตาประสานกับดวงตาเรียวของร่างเล็กที่ยังคงตื่นตระหนก ราวอยากขอความเห็นจากคู่กรณีโดยตรง และเมื่อจุนซูพยักหน้าให้มือใหญ่ที่ยึดแขนอีกฝ่ายไว้แน่นก็คลายออก

“หากข้ารู้ว่าเจ้ายังทำเช่นนี้กับผู้อื่นอีก ข้าไม่ละเว้นเจ้าแน่...”

ทันที ที่เป็นอิสระ ชายแปลกหน้าก็ลนลานอุ้มเด็กน้อยแล้วรีบร้อนวิ่งจากไป ทิ้งให้คนสองคนยืนมองตามหลังด้วยสายตาและความรู้สึกที่ต่างกัน จุนซูกำลังนึกสงสารเด็กน้อยคนนั้นซึ่งไม่รู้ว่าถูกพ่อของตนใช้เป็นเครื่อง มือหากินมาแล้วกี่ครั้ง ขณะที่คุณชายข้างๆ กำลังนึกหงุดหงิดที่คนตัวเล็กไม่คิดจะทำอะไรนอกจากปล่อยให้คนผิดลอยนวลหนีไป

“เจ้า เจ็บตรงไหนหรือไม่” ถึงกระนั้นร่างสูงก็ยังมีน้ำใจหันมาไถ่ถาม แววตาแข็งกร้าวจางลงและถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยซึ่งซ่อนตัวอยู่บางเบา

“ข้า ไม่เป็นไรขอรับ ขอบคุณคุณชายที่เข้ามาช่วย ขอบคุณมากจริงๆ ขอรับ” จุนซูก้มหัวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่าจนอีกฝ่ายหลุดหัวเราะ คุณชายร่างสูงเอ่ยปากว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงหากจะช่วยเหลือกัน แต่ถึงอย่างนั้นจุนซูก็ยังรู้สึกว่าตนเองเป็นหนี้บุญคุณคนตรงหน้าอยู่ดี

“หากไม่ได้ท่านข้าต้องแย่แน่ๆ ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไร...”

“เจ้าอยากตอบแทนข้าจริงหรือ?”

“ขอ รับ” สิ้นเสียงใสที่ตอบรับอย่างกระตือรือร้นอีกคนก็แสร้งทำเป็นครุ่นคิด ก่อนสายตาจะไปหยุดนิ่งที่ร้านน้ำชาราคาถูกร้านหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขายืนอยู่

“เจ้าเห็นร้านน้ำช้าร้านนั้นหรือไม่” จุนซูมองตาม ก่อนพยักหน้า

“เจ้าว่า...ที่ร้านนั่นจะมีหมั่นโถวหรือเปล่า”

“...ข้าไม่แน่ใจ”

“แต่ ข้าว่าข้าได้กลิ่นหมั่นโถวนะ...” คุณชายร่างสูงหันกลับมาหาคนตัวเล็กกว่าอีกครั้ง ดวงตาสีสนิมพราวระยับประสานกับดวงตาเรียวใสซื่อ แล้วใบหน้าหล่อเหลาก็ปรากฏรอยยิ้มซึ่งเปล่งประกายไม่แพ้แววตา

“ข้าอยากกินหมั่นโถว” ได้ยินเพียงเท่านี้จุนซูก็รู้แล้วว่า...เขาจะตอบแทนบุญคุณอีกฝ่ายได้อย่างไร

ทั้ง คู่เดินตรงเข้าไปยังร้านน้ำชาข้างทางร้านนั้น เจ้าของร้านซึ่งเป็นลุงแก่ๆ ท่าทางใจดีรีบกุลีกุจอลุกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเชิญลูกค้าทั้งสองเข้าไปนั่งด้านใน จุนซูกับคุณชายร่างสูงนั่งลงยังโต๊ะไม้เก่าคร่ำครึตัวหนึ่งซึ่งแม้สภาพจะน่า เป็นห่วงว่าเมื่อนั่งลงไปแล้วขาเก้าอี้จะรับน้ำหนักไหวหรือไม่ แต่มันก็ดูเข้ากันได้ดีกับบรรยากาศตลาดยามเช้าและกลิ่นหอมอบอวลของหมั่นโถ วร้อนๆ ที่ทำเอาท้องถึงกับร้อง

จุนซูหันไปสั่งชุดน้ำชาและหมั่นโถ วสำหรับคนสองคน ก่อนจะกวาดสายตามองความเป็นไปรอบตัว ร้านน้ำชาร้านนี้ลูกค้าไม่เยอะเท่าไร นอกจากโต๊ะของเขาแล้วถัดไปก็มีคนนั่งอยู่แค่โต๊ะเดียวเท่านั้น มิน่าเล่าลุงเจ้าของร้านถึงได้ดูดีใจนักที่พวกเขาเดินเข้าร้านมา นึกแล้วก็สงสาร ดังนั้นเมื่อชายสูงวัยยกน้ำชากับหมั่นโถวมาให้จุนซูจึงตัดสินใจสั่งหมั่นโถ วเพิ่มอีกเพื่อช่วยอุดหนุนคนเฒ่าคนแก่ที่ขยันขันแข็งทำงานเลี้ยงดูตนเอง

“สั่ง มาเยอะขนาดนี้เราจะกินกันหมดหรือ?” คุณชายร่างสูงถามอย่างแปลกใจ คนตรงหน้าเขาตัวเล็กนิดเดียวไม่น่าจะกินจุเท่าที่สั่งมา ทว่าคำตอบที่เขาได้รับกลับเป็นรอยยิ้มบางของคนที่กำลังรินน้ำชาให้

“เจ้าสั่งหมั่นโถวมาประชดข้าหรืออย่างไร?”

“มิได้ขอรับ” จุนซูตอบกลั้วหัวเราะ

“ลุง เจ้าของร้านท่าทางน่าสงสาร ข้าจึงอยากช่วยอุดหนุน...หากเรากินกันไม่หมด ส่วนที่เหลือข้าห่อกลับไปฝากคนที่บ้านก็ได้” ว่าแล้วก็นึกถึงอี้ชิง เด็กหนุ่มรุ่นน้องชาวจีนจะต้องดีใจแน่ๆ ถ้าเขาหิ้วหมั่นโถวกลับไปฝาก

“เจ้าขี้สงสารเช่นนี้นี่เอง เมื่อครู่ถึงได้เกือบถูกหลอกเอา...”

“ข้า ผิดเองแหละขอรับที่ใจดีเกินไป” คนตัวเล็กตอบเสียงขุ่น พลางทำหน้าง้ำให้คนมองหลุดหัวเราะอีกครั้ง ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีสิ่งใดน่าตลกแต่คุณชายร่างสูงกลับนึกอยากหัวเราะ สีหน้าและการแสดงออกที่ไร้การปรุงแต่งของคนตัวเล็กทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดี ได้อย่างน่าประหลาดใจ

“เจ้าชื่ออะไร” ก่อนเสียงนุ่มจะเอ่ยถาม

“จุน ซูขอรับ ข้าชื่อคิมจุนซู” ได้คำตอบแล้วคุณชายร่างสูงก็พยักหน้า ยกน้ำชาขึ้นจิบ พลางคิดในใจว่าหากจับคนตรงหน้ามาใส่เสื้อผ้าดีๆ เสียหน่อย ใครมาเห็นเข้าคงต้องคิดว่าเขาเป็นคุณชายน้อยที่สง่างามและดูภูมิฐานสมชื่อ อย่างแน่นอน

“แล้วท่านเล่า?”

“ข้าน่ะหรือ?”

“ท่านชื่ออะไร”

“ข้าชื่อ...ชิมชางมิน” สิ้นเสียง นามของคุณชายใจดีที่เข้ามาช่วยเหลือพลันก้องอยู่ในใจจนเผลอคลี่ยิ้มกว้าง ตั้งแต่เล็กจนโตจุนซูมีเพื่อนไม่มากนัก ทุกวันนี้นอกจากพี่ชายก็คงมีแต่อี้ชิงที่พอจะคุยเล่นด้วยได้ คุณชายตระกูลชิมคนนี้ถือเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันคนแรกที่เข้ามาทำความ รู้จักกับเขานับตั้งแต่เข้ามาอยู่กับแจจุงที่สำนักมยองวอล

“ยินดีที่ ได้รู้จักขอรับคุณชายชางมิน” รอยยิ้มสดใสแสนซื่อที่สว่างจ้าดังดวงอาทิตย์ทำเอาคนมองเผลอนิ่งไป หัวใจกระตุกโดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออาจเป็นเพราะรอยยิ้มอบอุ่นราวแสงแดดยามเช้าของคนตรงหน้าก็ได้ที่ทำให้ ก้อนเนื้อบริเวณอกข้างซ้ายของคุณชายผู้สูงศักดิ์เต้นผิดจังหวะ เช้าวันหนึ่งที่ควรดำเนินไปอย่างราบเรียบของเขาคล้ายมีชีวิตชีวาขึ้นมาเพียง แค่ได้รับรอยยิ้มจากคิมจุนซู

“ยินดีที่ได้รู้จัก” แสร้งทำเป็นตอบเสียงเรียบ ก่อนจะยกน้ำชาขึ้นจิบอีกครั้ง หวังให้ถ้วยใบเล็กในมือช่วยบดบังรอยยิ้มของเขาที่ต่อให้พยายามควบคุมตนเอง เท่าไรก็ดูเหมือนจะห้ามใจไม่ให้ยิ้มตามคนตัวเล็กตรงหน้าไม่ได้ ดวงตาเรียวพราวระยับจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเอ็นดูโดยที่คนถูกมองไม่ทันสังเกต เช่นเดียวกับคนมองเองที่อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าสายตาของตนในเวลานี้อบอุ่นและ อ่อนโยนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ทั้งคู่นั่งจิบน้ำชาไปพลาง กินหมั่นโถวไปพลาง บทสนทนาเรื่อยเปื่อยถูกหยิบยกมาพูดคุยให้มื้อเช้ามื้อนี้มีสีสันมากขึ้น ชางมินบอกว่าเขาเพิ่งมาตลาดแห่งนี้เป็นครั้งแรก และบังเอิญเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต่ต้น ขณะที่คนอื่นเดินเลยผ่านไป อย่างมากก็แค่ปรายตามอง จุนซูกลับเป็นคนเดียวที่ห่วงใยและสนใจเข้าไปถามไถ่

“ตอน เด็กๆ ข้ามีเรื่องให้ต้องร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง ข้ารู้ว่ามันรู้สึกไม่ดีเพียงใดหากต้องร้องไห้อย่างเดียวดาย...” คนตัวเล็กตอบยิ้มๆ ยามคุณชายร่างสูงเอ่ยถามว่าเหตุใดจึงตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือเด็กคนนั้น

“ทว่า ข้าโชคดีที่มีพี่ชายคอยเคียงข้าง...ดังนั้นพอเห็นเจ้าหนูนั่นข้าจึงอยากเป็น พี่ชายปลอบเขาให้หยุดร้องไห้บ้าง” ชางมินพยักหน้าเข้าใจ พลางอมยิ้มกับความใจดีของเพื่อนใหม่ ก่อนดวงตาเรียวจะทอประกายล้อเลียนเมื่อเจ้าตัวนึกคำถามเพิ่มได้อีกหนึ่งข้อ

“แล้ว ตอนนี้เจ้ายังร้องไห้อยู่อีกหรือไม่” สิ้นเสียงนุ่มที่เอ่ยแกมหยอก จุนซูก็นิ่งไป รอยยิ้มที่เคยมีเลือนหายพร้อมกับใบหน้าของใครบางคนที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาใน ความทรงจำ หากถามว่าสิ่งใดสามารถทำให้เขาร้องไห้ได้ในยามนี้ก็คงจะมีแต่ปาร์คยูชอน เพียงคนเดียว ทว่าจุนซูเลือกเก็บคำตอบนั้นไว้ในใจ ก่อนจะปั้นยิ้มกลบเกลื่อนความปวดร้าวส่งให้คุณชายตรงหน้าอีกครั้ง

“ข้า โตแล้ว ไม่ร้องไห้แล้วล่ะขอรับ” พูดจบก็กัดหมั่นโถวคำโตจนแป้งเลอะริมฝีปาก เสียงหัวเราะดังขึ้นจากคนมองแผ่วเบา ดวงตาเรียวของชางมินฉายแววเอ็นดูเป็นประกายอย่างที่เขาเองยังไม่รู้ตัวยาม ที่จุนซูทำหน้าเหรอหราคล้ายไม่เข้าใจว่ามีสิ่งใดน่าขัน

“ปากบอกว่าโตแล้ว แต่เจ้ากลับกินเลอะเทอะเป็นเด็กๆ...”

ว่า เสียงนุ่มพลางเอื้อมมือเช็ดคราบแป้งที่ริมฝีปากให้ ความใกล้ชิดที่ไม่คุ้นชินจากปลายนิ้วของชายแปลกหน้าทำเอาคนตัวเล็กรู้สึก เก้อเขินบอกไม่ถูก สัมผัสแผ่วเบาที่ได้รับมันอ่อนโยนเกินไปจนต้องหลบสายตา ก่อนจะเอ่ยขอบคุณ ขณะที่ร่างสูงเพียงยิ้มรับ พลางยกน้ำชาขึ้นจิบ ชางมินมองจุนซูไม่วางตา ดวงตาเรียวพราวระยับยังคงจับจ้องใบหน้าน่ารักที่ขึ้นสีระเรื่อด้วยประกาย เอ็นดู

ทั้งคู่นั่งร่วมโต๊ะกันต่อเงียบๆ ท่ามกลางบรรยากาศและความรู้สึกเก้อเขิน โดยหารู้ไม่ว่าห่างออกไประยะไกลประมาณสามร้านค้ามีชายคนหนึ่งกำลังยืนมองพวก เขา ปาร์คยูชอนยืนอยู่ตรงนั้น มือแกร่งกำหมัดเข้าหากันแน่น พร้อมความโกรธซึ่งปะทุขึ้นจนอยากบีบหัวใจของใครบางคนให้แหลกคามือ

ไหนเล่าคนป่วย? ไหนเล่าคนที่บอกว่าตนไม่สบายจนไม่อาจพบใครได้?
เหตุใดคนๆ นั้นจึงมานั่งหน้าระรื่นอยู่กับชายคนอื่นเช่นนี้?


ยู ชอนคิดว่าตนเองช่างโง่งมที่นึกห่วงใยจุนซูเสียมากมาย เขาไม่ควรรู้สึกผิดเลยแม้แต่นิดกับทุกสิ่งที่ทำลงไป ในเมื่อจุนซูเองก็สมควรได้รับโทษเหล่านั้น ความจริงแล้วคิมจุนซูไม่ได้ต่างอะไรจากคิมแจจุงผู้เป็นพี่ ทั้งคู่คือคนหลอกลวง คนหนึ่งใช้ความงามหลอกให้เขารัก ขณะที่อีกคนก็ใช้ความใสซื่อไร้เดียงสาลวงให้เขาสงสารและรู้สึกผิด

แต่จากนี้ไปจะไม่มีอีกแล้ว ปาร์คยูชอนคนโง่...จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว

“...เจ้าสองคนพี่น้องจะต้องชดใช้” ขุนนางหนุ่มแห่งตระกูลปาร์คเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นเพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินจากไป




จุน ซูกับชางมินกินหมั่นโถวไปได้ไม่ถึงครึ่งของที่สั่งมา ความจริงจุนซูตั้งใจแบ่งส่วนที่เหลือให้คุณชายร่างสูงนำกลับไปด้วย แต่อีกฝ่ายเพียงแค่ยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไร จุนซูจึงเป็นฝ่ายนำหมั่นโถวที่กินไม่หมดกลับสำนักแทน ทั้งสองคนก้าวออกจากร้านน้ำชากันตอนสายๆ แสงอาทิตย์เริ่มทอประกายเจิดจ้าเต็มที่เฉกเช่นรอยยิ้มสดใสของจุนซูยามที่ ทั้งคู่บอกลากัน

หวังว่าเราจะได้พบกันอีก
ชางมินมองรอยยิ้มนั้น แล้วเก็บความคิดของตนไว้ในใจ ก่อนแผ่นหลังบางของคนตัวเล็กจะค่อยๆ ห่างไกลออกไป

อีก ด้านหนึ่ง จุนซูเดินกอดห่อหมั่นโถวกลับสำนักมยองวอลพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม การพบกันระหว่างเขากับคุณชายตระกูลชิมเมื่อเช้าถือเป็นเรื่องราวดีๆ เรื่องแรกของวันนี้ จุนซูดีใจที่ได้เจอเพื่อนใหม่และได้ทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนในสำนักกีแซงบ้าง ก่อนใบหน้าน่ารักจะเผยยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อนึกถึงเพื่อนเพียงคนเดียวของ เขาในสำนักมยองวอล อี้ชิงจะต้องดีใจมากแน่ๆ ถ้ารู้ว่าเขาซื้อสิ่งใดกลับไปฝาก

แต่แล้วรอยยิ้มสดใสก็พลันเลือนหาย สองขาเป็นต้องชะงัก หยุดยืนนิ่ง เมื่อเห็นว่าใครกันที่ยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าของสำนัก จุนซูไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าปาร์คยูชอนมาที่นี่เพื่อมาพบเขา จุนซูพยายามแล้วที่จะคิดหาเหตุผลข้ออื่นมาแย้ง แต่คิดอย่างไรเขาก็คิดไม่ออก เด็กหนุ่มร่างเล็กเรียกสติตนเองกลับมา สูดหายใจเข้าปอด ก่อนจะตีสีหน้าเรียบเฉย ทำราวกับว่ามองไม่เห็น และก้าวผ่านอีกฝ่ายไป

“พ่อบ้านโอบอกว่าเจ้าไม่สบาย” ตอนนั้นเองที่เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นให้สองขาของจุนซูต้องชะงักอีกครั้ง

“แล้วเหตุใดคนป่วยจึงออกมาเดินเตร็ดเตร่เช่นนี้เล่า”

“ข้า จะไปไหน จะทำอะไรมันก็เรื่องของข้า...ไม่เกี่ยวกับท่าน” แม้จะหยุดเดินแต่กลับไม่ยอมหันมามองหน้าหรือสบตา จุนซูแสร้งเอ่ยเสียงเรียบ ทำเป็นเฉยชาราวอยากบอกให้ยูชอนรับรู้ว่าตนเองรู้สึกไม่ดีกับทุกสิ่งที่อีก ฝ่ายทำลงไป

“ไม่ใช่เรื่องของท่าน”

“ไม่ตอบ...เพราะไม่อยากให้ข้ารู้หรือว่าเจ้าโกหก”

“ข้าไม่ได้โกหก ข้า...ข้าออกไปซื้อยา”

“ยาของเจ้าซื้อที่ร้านน้ำชาหรืออย่างไร”

สิ้น เสียงทุ้มที่ครั้งนี้ฟังดูเยียบเย็น จุนซูก็นิ่งไป สองมือซึ่งหอบหิ้วห่อหมั่นโถวไว้แนบอกชื้นด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นรัวขึ้นทันทีที่ถ้อยคำโป้ปดของตนถูกจับได้ ยูชอนรู้แล้วว่าเขาไม่ได้เจ็บไข้ถึงขั้นขนาดลุกไม่ไหวอย่างที่พูด เผลอๆ อีกฝ่ายอาจจะรู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อเช้านี้เขาออกไปไหน ทำอะไร และอยู่กับใคร ดวงตาเรียวประสานกับเรียวตาคม ดวงตาของยูชอนยังคงสะท้อนภาพของจุนซู แต่ยามนี้สายตาที่เคยใช้ทอดมองอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน...ไม่มีอีกแล้ว

“ปากบอกว่าไม่สบาย แต่สุดท้ายก็ไปนั่งหน้าระรื่นอยู่กับชายอื่น...”

แม้ จะเห็นเพียงแค่แผ่นหลังของชายคนนั้นแต่นั่นก็มากพอ ยูชอนคิดว่าตนไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าคุณชายร่างสูงท่าทางภูมิฐานนั่นเป็น ใคร เพราะแค่เห็นรอยยิ้มสดใสของคนตรงหน้าที่มอบให้อีกฝ่ายมันก็มากพอจะทำให้เขา รู้สึกแล้วว่า...คิมจุนซูไม่คู่ควรกับความห่วงใยและความรู้สึกผิดในใจของเขา เลยแม้แต่น้อย

“เจ้าก็เหมือนเช่นพี่ชายของเจ้า...”

“..........”

“คน โกหก...หาความจริงใจไม่ได้” ฟังแล้วก็หน้าชายิ่งกว่าโดนน้ำเย็นเฉียบสาดใส่ จุนซูไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่ได้อยากหลอกลวง เขา...แค่อยากเรียกร้องความสนใจ แค่อยากให้คนตรงหน้ารู้สึกผิดและห่วงใยเขามากกว่าเดิมก็เท่านั้น ทว่าถ้อยคำที่อีกฝ่ายใช้ต่อว่ากันยังไม่ทำให้ตกใจเท่าคำพูดประโยคถัดมา

“คืนนี้เจ้าต้องไปพบข้า...เพื่อชดใช้คำโกหกของเจ้า”

“..........”

“หากเจ้าไม่ไป...คอยดูแล้วกันว่าพรุ่งนี้ความลับของคิมแจจุงจะรู้ถึงหูใครบ้าง”


 
 
 
 
 
 
 
To Be Continue
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เรากลับมาแล้ววววววววว

รู้สึกหาทางกลับเข้าบอร์ดฟิคไม่เจอ เกือบลืมเลยว่าอัฟฟิคยังไง ฮ่าๆๆ
ห่างหายไปนานมาก คือไม่ได้ตั้งใจจะดองนะ แต่เวลาและหลายสิ่งไม่เอื้อจริงๆ
เอาง่ายๆ ตั้งแต่ต้นเดือน วันที่แปดที่พี่ยุนมาก็เกือบจะหนีตามพี่ยุนไปสมุยแล้ว
จบจากโฮมินมาไทย นี่ต้องไปติ่งนักบอลต่ออีก โอยยย ยาวค่ะ
ภารกิจราษฎร์และหลวง ติ่งไทยติ่งนอกรุมเร้ามาก ฮ่าๆๆ

แต่กลับมาแล้วนะคะ กลับมาพร้อมการเปิดตัวของคุณชางมิน!
กรี๊ดมากกกกกก ดีใจที่คุณชายชิมได้ออกซักที คือปริ่มจริง
หลังจากคนอื่นมีบทมาสิบตอน ถึงคราวที่ตัวละครลับของเราจะออกโรงแล้วค่ะ
ตั้งใจแต่งให้คุณชางมินหล่อมาก เราจะพยายามต่อไปเพื่อสร้างตัวละครตัวนี้ให้หล่อที่สุด
จะเอาให้หล่อกว่าพี่ยุนเลย ฮ่าๆๆ

เจอกันใหม่ตอนหน้า เร็วๆ นี้ค่า #ฟิคกีแซง

Contact on twitter @WilyRover
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

[FIC] -- G I S A E N G -- [YunJae][ตอนที่ ๑๑]

posted on 03 Dec 2014 13:33 by wilyrover in FICTION
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title :: G I S A E N G (กีแซง)
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Drama
Author’s Note :: “ข้าว่า...พอแค่นี้เถอะพี่ชาย”


           



















 
 
 
 
 
- 11 -

 
 
 
 
 
 
 
เปลือก ตาบางเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนสายตาจะต้องแสงแดดอุ่นที่ส่องลอดหน้าต่างกรอบไม้ผ่านเข้ามา เพดานห้องฉลุลายงดงามแปลกตาทำให้วูบหนึ่งอดสงสัยไม่ได้ว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใด คนตัวเล็กค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บร้าวบริเวณสะโพกแล่นปราดทั่วร่างจนน้ำตาคลอ ราวกับอยากร้องไห้...แต่หาใช่เพราะเจ็บกายทว่าเป็นที่หัวใจต่างหาก

สอง มือดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาเพื่อหาไออุ่น ก่อนสองแขนจะโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของตนไว้ ขณะที่ทุกความเป็นไป ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนย้อนเข้ามาฉายชัดในความทรงจำ จุนซูนึกออกแล้วว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหน สติสัมปชัญญะที่ถูกเรียกคืนกลับมาครบถ้วนทำให้เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงอยู่ใน สภาพเช่นนี้

เรียวตาคู่โศกผินมองร่างสูงข้างๆ ที่ยังคงหลับสนิท แผ่นหลังกว้างดูเมินเฉยเย็นชาดุจหิมะในฤดูหนาวที่เข้าเกาะกุมหัวใจของเขา เช่นเดียวกับทุกสัมผัสซึ่งถูกยัดเยียดให้ที่ไร้ความอบอุ่น ไม่มีแม้กระทั่งความอ่อนโยน... หนึ่งค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปอย่างทุกข์ทรมาน ร่างกายและหัวใจถูกย่ำยีจนไม่อาจทำใจเชื่อได้แล้วว่าการถูกคนที่รักครอบครอง เป็นเจ้าของคือความสุข

ก่อนมือเล็กจะเอื้อมออกไปหวังสัมผัสเสี้ยว หน้าของคนใจร้ายที่พอได้ในสิ่งที่ต้องการก็พลิกตัวนอนหันหลังให้ ไม่มีอ้อมกอดปลอบปละโลม ไม่มีถ้อยคำปลอบโยนรู้สึกผิด ยูชอนทำราวกับว่าจุนซูไม่มีตัวตน ไม่อยู่ในสายตา เช่นเดียวกับที่ไม่ได้อยู่ในหัวใจ แต่แล้วมือนั้นกลับชะงักค้าง ความรู้สึกบางอย่างห้ามเขาไว้ เสียงของใครบางคนดังบอกว่าความใกล้ชิดที่เห็นเป็นเพียงภาพลวงตา มองแล้วอาจคิดว่าห่างกันเพียงเอื้อมมือ ทว่าความจริงอยู่ไกลแสนไกล คล้ายกับจะไขว่คว้าได้แต่กลับไม่เคยได้แตะต้อง เขารู้ดีกว่าใครว่าถึงอย่างไรสุดท้ายตนก็เป็นได้แค่ตัวแทน ต่อให้ทุ่มเทมอบให้ทั้งชีวิตและลมหายใจ...คำว่ารักของปาร์คยูชอนก็ไม่มีวัน มีไว้เพื่อคิมจุนซู

เด็กหนุ่มร่างเล็กลดมือลง สูดหายใจเข้าปอด ก่อนกลืนก้อนสะอื้นและกักเก็บความเจ็บปวดทั้งหมดกลับคืนลงไปยังส่วนลึกของ หัวใจ แล้วหยิบเสื้อผ้าของตนที่กระจัดกระจายอยู่รอบๆ ขึ้นมาสวมใส่ ถึงยากลำบากแต่เขาก็พยายามจนสำเร็จ ไม่นานเด็กหนุ่มร่างเล็กที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นยืนนิ่งอยู่หน้า ประตู จุนซูเหลียวมองยูชอนอีกครั้ง แววตาคู่โศกระริกด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เจ็บปวดแต่ไม่อาจตัดใจได้ ขณะเดียวกันแม้ไม่อยากปล่อยมือจากไปแต่ทั้งร่างกายและหัวใจก็อ่อนล้าเหลือ เกิน

ก่อนเด็กหนุ่มร่างเล็กจะละสายตาจากแผ่นหลังกว้างของคนที่ยังคงหลับใหล แล้วเปิดประตูเดินออกจากห้องไป




แสง แดดยามสายที่ร้อนแรงแผดเผาช่วยปลุกใครบางคนให้ลืมตาตื่น ยูชอนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะต้องเบ้หน้าเมื่อผลจากการดื่มเหล้าแทนน้ำกำลังทำให้เขารู้สึกคล้ายหัว สมองกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ร่างสูงยกมือขึ้นกุมศีรษะขณะเรียกสติที่ทำให้หล่นหายเพราะฤทธิ์สุรากลับคืน มา พร้อมกับไล่เรียงทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะเคร่งเครียดขึ้นทันตาเมื่อความทรงจำฉายชัดว่าเมื่อคืน นี้เขาทำสิ่งใดลงไปกับคิมจุนซู ดวงตาคมสีเข้มไหววูบยามก้มมองพื้นที่ข้างกายที่ว่างเปล่า แล้วหัวใจของคนที่เพิ่งตื่นก็พลันเจ็บหน่วงอย่างบอกไม่ถูก

“ตื่นแล้ว หรือขอรับ” ตอนนั้นเองที่พ่อบ้านคนสนิทแง้มประตูเปิดเข้ามาราวกับเฝ้ารอเวลานี้อยู่ก่อน แล้ว เรียวตาของชายสูงวัยฉายแววตกใจวูบหนึ่งเมื่อเห็นคุณชายที่ตนดูแลอยู่ในสภาพ เปลือยท่อนบน แต่แล้วมันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เขาพอจะคาดเดาได้และทำใจไว้ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเด็กหนุ่มร่างเล็กชื่อคิมจุน ซูอยู่กับอีกฝ่ายในห้องนี้ตลอดทั้งคืนแล้ว

“ชาร้อนๆ หน่อยไหมขอรับ? เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น” ยูชอนส่ายหน้า

“ถ้าเช่นนั้นลุกไปล้างหน้าล้างตาก่อนแล้วกันนะขอรับ”

“คิมจุน ซูล่ะ...” ผู้เป็นนายไม่สนใจคำพูดห่วงใยของพ่อบ้านคนสนิทแต่กลับถามถึงใครอีกคน คำถามสั้นๆ ไม่กี่คำที่ทำเอาชายสูงวัยมีสีหน้าลำบากใจ ในทีแรกเขาตั้งใจทำเหมือนไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยปากพูดก่อนเขาก็ไม่อาจปกปิดความรู้สึกไม่สบายใจ ไว้ได้อีกต่อไป

“กลับไปตั้งแต่เช้าแล้วขอรับ”

“เจ้าให้คนไปส่งเขาหรือเปล่า”

“เอ่อ...คุณชายไม่ได้สั่งไว้ ข้าก็เลย...”

“ช่าง เถอะๆ” ยูชอนโบกมือตัดรำคาญเป็นสัญญาณบอกให้พ่อบ้านปิดปากเงียบ ร่างสูงมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม เช่นเดียวกับคิ้วเรียวที่ขมวดพันกันเป็นปมยามนึกถึงคนตัวเล็กที่ป่านนี้ไม่ รู้จะเป็นอย่างไร จะเจ็บมากหรือไม่ จะเดินกลับถึงสำนักมยองวอลไหวหรือเปล่า

คิด แล้วคุณชายหนุ่มก็ทอดถอนลมหายใจหนักอึ้ง หัวใจปวดหนึบด้วยเหตุผลที่คิดเองว่าเพราะรู้สึกผิด ความจริงแล้วเขาไม่ควรปล่อยให้ความโกรธและอารมณ์ชั่ววูบครอบงำจิตใจจนทำ เรื่องไม่สมควรกับจุนซูแบบนั้น ต่อให้เด็กหนุ่มรับรู้เรื่องของคิมแจจุงกับองค์ชายรัชทายาทมาตลอด แต่ทั้งหมดมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาเสียทีเดียว เขาไม่ใช่คนที่ควรจะต้องมารองรับความโกรธ ความผิดหวัง และความเสียใจที่อัดแน่นจนกลั่นเป็นความเจ็บแค้น เขาไม่ควรต้องทุกข์ทรมานกับสิ่งเหล่านั้น แต่ถึงอย่างไร...ปาร์คยูชอนก็ยัดเยียดพวกมันให้กับคิมจุนซูไปแล้ว

“เจ้า...ไปที่สำนักมยองวอลให้ข้าที” ก่อนเสียงทุ้มนุ่มจะดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากนิ่งเงียบเนิ่นนาน

“ไปดูว่าคิมจุนซูเป็นอย่างไรบ้าง”

“เห?”

“ไป เดี๋ยวนี้” ได้ยินคำสั่งเฉียบขาดดังนั้น พ่อบ้านสูงวัยจึงไม่อาจปฏิเสธ เขาค้อมศีรษะรับคำก่อนจะจากมา โดยปล่อยให้คุณชายในความดูแลของตนนั่งจมอยู่กับความรู้สึกนึกคิดมากมายภายใน หัวเพียงลำพัง

ใช้เวลานานหลังก้าวออกจากบ้านตระกูลปาร์ค พ่อบ้านคนสนิทของยูชอนก็เดินทางมาถึงสำนักมยองวอล เขาเดินผ่านประตูเข้าไปพลางมองซ้ายมองขวาหาคนที่พอจะช่วยเหลือ ก่อนสายตาจะเจอกับเด็กหนุ่มร่างเล็กอีกคนที่ความทรงจำของคนแก่อย่างเขาจำได้ ลางๆ ว่าเป็นเด็กรับใช้ของคิมแจจุงด้วยเช่นกัน

“เจ้าหนุ่มๆ” อี้ชิงที่เพิ่งกลับจากตากผ้าหันมาตามเสียงเรียก ใบหน้าละมุนแสดงความประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นคนตรงหน้า แต่ก็ยังค้อมศีรษะทักทายอย่างนอบน้อมเนื่องด้วยอีกฝ่ายคือคนสนิทของใต้เท้า ปาร์ค แขกคนสำคัญของผู้เป็นเจ้านาย

“พ่อบ้านโอมาถึงที่นี่ มีธุระสิ่งใดกับนายหญิงหรือไม่ขอรับ?”

“ข้าไม่ได้มีธุระกับนายของเจ้าหรอก ข้ามาพบเพื่อนของเจ้า คิมจุนซูต่างหาก”

“คิมจุนซูอย่างนั้นหรือ?”

“ใช่ คุณชายปาร์คให้ข้ามาพบเขา เจ้าช่วยไปตามให้ข้าทีเถิดนะ”

แม้ ยังคงแปลกใจแต่อี้ชิงก็รับคำ เด็กหนุ่มหันหลังกลับเข้าหอกีแซง แล้วเดินตรงไปยังห้องพักของตนที่อยู่ร่วมกับน้องชายของผู้เป็นนาย อี้ชิงค่อยๆ แง้มประตู ก่อนพบว่าจุนซูกลับมาแล้วและกำลังนั่งมองท้องฟ้าสีครามนอกหน้าต่างด้วยสายตา เหม่อลอยอย่างที่ไม่เคยเห็น ความจริงเขามีคำถาม เขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายหายไปไหนมาทั้งคืน แต่เนื่องจากพ่อบ้านของใต้เท้าปาร์คกำลังรออยู่ อี้ชิงจึงได้แต่เก็บคำถามนั้นไว้ในใจ

“จุนซู...” ต้องเรียกถึงสองครั้งเจ้าของชื่อถึงหันมาตามเสียงเรียก จุนซูสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยังคลี่ยิ้มทักทายเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่อายุห่างกัน ไม่ถึงหนึ่งปี

“กลับมาแล้วหรือ” จุนซูพยักหน้า

“พี่แจจุงรู้ หรือไม่ว่าเมื่อคืนข้าออกไปข้างนอก” อี้ชิงส่ายหน้าบ้าง พลางพิจารณาแววตาหม่นหมองผิดสังเกตของอีกฝ่ายโดยที่ยังไม่คิดเอ่ยถามอะไร

“พ่อบ้านของใต้เท้าปาร์คมาหาเจ้าน่ะ”

“เห?”

“ใต้เท้าปาร์คให้พ่อบ้านโอมาพบเจ้า”

“อย่างนั้นหรือ...”

จุน ซูทำท่าจะลุกขึ้น แต่แล้วความเจ็บร้าวบริเวณสะโพกที่ทำเอานิ่วหน้าก็ทำให้เขาฉุกคิดถึงบางสิ่ง ขึ้นมา เขากำลังนึกสงสัยว่ายูชอนให้พ่อบ้านคนสนิทมาพบเขาด้วยเหตุใด โกรธที่เขาหนีกลับมาโดยไม่บอกลา หรือเพียงต้องการให้คนมาดูว่าเขาเจ็บปวดเจียนตายสาสมกับความแค้นของตนหรือ ยัง

“วานเจ้าไปบอกพ่อบ้านโอให้ทีว่าข้าไม่สบาย”

“..........”

“ไม่สามารถพบใครได้ทั้งนั้น...” หากเหตุผลของปาร์คยูชอนคืออย่างหลัง จุนซูคนนี้ก็จะทำให้เขาสบายใจเอง

โดย หารู้ไม่ว่าทันทีที่พ่อบ้านโอกลับมารายงานให้ผู้เป็นนายทราบ ใบหน้าของคนที่จุนซูกำลังเข้าใจผิดก็ฉายชัดถึงความกังวลขึ้นทันใด ดวงตาคมสีเข้มวูบไหวด้วยความห่วงใยและรู้สึกผิด วันนั้นทั้งวันยูชอนนึกถึงแต่เรื่องของจุนซู ในหัววนเวียนคิดถึงแต่เรื่องของคนตัวเล็กจนเผลอลืมไปเลยว่า...หัวใจของตน กำลังบอบช้ำจากใครอีกคน




วันรุ่งขึ้น

เสียงฝีเท้า ดังแว่วผ่านทางเดินอันเงียบสงบ แผ่วเบาผิดจากความหนักอึ้งในหัวใจของผู้ที่กำลังก้าวย่าง แจจุงเดินผ่านห้องสี่เหลี่ยมห้องแล้วห้องเล่าด้วยความกังวล เช้านี้เขายังคงลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมความหวังที่ระคนความหวาดกลัว เขารอคอยให้ยุนโฮทำตามสัญญา ขณะเดียวกันก็หวั่นใจว่าความรักของปาร์คยูชอนที่บัดนี้คงเปลี่ยนเป็นความ เจ็บแค้นจะสร้างปัญหาให้เรื่องทุกอย่างยากขึ้นหรือไม่ ขุนนางหนุ่มผู้บอบช้ำจะยอมแพ้ ล่าถอย หรือจะดึงดันไถ่ตัวเขาไปอยู่ด้วย แจจุงก็ไม่อาจคาดเดาได้

กระทั่งสองขาพาร่างบอบบางดังอิสตรีมาถึงยัง ห้องๆ หนึ่ง ความรู้สึกมากมายหลากหลายทวีความรุนแรงขึ้นจนหัวใจอึดอัด สองมือเย็นเฉียบค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป และพบว่านายหญิงผู้เป็นหัวหน้าเหล่ากีแซงกำลังนั่งรอเขาอยู่ แจจุงไม่รู้ว่าตนถูกเรียกพบด้วยสาเหตุใด จะเป็นเรื่องดีหรือร้าย จะใช่สิ่งที่เฝ้ารอหรือไม่ เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดหาคำตอบล่วงหน้า

กี แซงคนงามนั่งลงตรงหน้าผู้อาวุโส นายหญิงละสายตาจากสิ่งที่อยู่ในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา ใบหน้างดงามสมวัยดูเครียดจริงจัง เช่นเดียวกับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววหนักใจ ก่อนนางจะพับแผ่นกระดาษซึ่งเต็มไปด้วยตัวอักษรมากมายเก็บเข้าซองจดหมายสีทอง ดูหรูหราแล้ววางมันลงบนโต๊ะ

“นายหญิงเรียกข้ามาพบมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” แจจุงตัดสินใจเอ่ยถาม แม้เขาจะรักสงบ แต่ก็หาได้ชอบความเงียบที่ชวนอึดอัดเช่นนี้ไม่

“มีจดหมายขอไถ่ตัวเจ้าส่งมาอีกฉบับเมื่อเช้านี้”

“..........”

“มัน ถูกส่งมาจากวังหลวง” ว่าแล้วก็เลื่อนซองจดหมายสีทองเข้าไปใกล้คนตรงหน้ามากขึ้น ขณะที่แจจุงได้แต่นั่งนิ่งมองมัน ดวงตาคู่งามสั่นระริกด้วยความดีใจ หัวใจดวงน้อยพองโตกับคำสัญญาที่ใครบางคนกำลังจะทำให้เป็นจริง สองมือเย็นเฉียบกำกระโปรงแน่น แจจุงไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมหยิบจดหมายในซองนั้นออกมาเปิดอ่าน เพราะกลัวว่าหากขยับตัวเพียงนิด ความฝันที่แสนสุขสมหวังนี้จะมลายหายไป

“องค์ชายรัชทายาทให้เงินค่าไถ่ตัวมากกว่าใต้เท้าปาร์คถึงสามเท่า แต่ถึงอย่างไร...สุดท้ายเจ้าก็คือผู้ที่ต้องตัดสินใจ”

“..........”

“เจ้าจะเลือกใคร”

“ข้า ไม่ต้องการไปอยู่กับใต้เท้าปาร์ค” แจจุงตอบแทบในทันที แม้ไม่ตรงคำถามแต่คำตอบนั้นก็ดังชัดเจนและหนักแน่นเสียจนนายหญิงต้องถอนใจ พร้อมสีหน้ายุ่งยาก นางทอดมองเด็กหนุ่มที่ดูแลมาตั้งแต่เล็กอย่างเป็นกังวล

“คิมแจจุง...การเป็นคนของรัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งโชซอนต่อไปในภายหน้า มันไม่ง่ายเหมือนเป็นนายหญิงตระกูลปาร์คหรอกนะ...”

“นายหญิง...”

“กำแพง วังหลวงนั้นสูงนัก...มือของข้าคงเอื้อมผ่านเข้าไปไม่ถึง และหากมีสิ่งใดเกิดขึ้น...หัวหน้ากีแซงต่ำต้อยอย่างข้าคงปกป้องเจ้าต่อไปไม่ ได้อีกแล้ว...ข้าอยากให้เจ้าตัดสินใจให้ดี...”

“ข้าตัดสินใจดีแล้ว”

“..........”

“ข้าไม่ต้องการไปอยู่กับปาร์คยูชอน”

แจ จุงยืนยันคำตอบเดิม เสียงทุ้มหวานดังหนักแน่นจนคนฟังไม่สามารถคัดค้าน นายหญิงหัวหน้ากีแซงได้แต่นั่งมองร่างบางตรงหน้าขอตัวลาและลุกเดินจากไป ประตูห้องถูกปิดลง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งพร้อมความหนักอึ้งในหัวใจที่หวาดหวั่นของนาง

บุรุษเพศจะปลอมตัวอยู่ท่ามกลางอิสตรีในวังหลวงได้อย่างไร?
ความลับที่คิมแจจุงปกปิดไว้จะยังคงเป็นความลับต่อไปได้...อย่างนั้นหรือ?





“เจ้ากำลังจะออกไปข้างนอกหรือจุนซู”

คน ถูกถามหันมองเจ้าของสุ้มเสียงนุ่มละมุนซึ่งเดินผ่านประตูห้องเข้ามา เด็กหนุ่มผู้มีอายุมากกว่าส่งยิ้มให้อี้ชิง รอยยิ้มบางเบานั้นดูอ่อนล้า เฉกเช่นแววตาที่หม่นแสง เห็นแล้วคนมองก็นึกเป็นห่วงในใจ ทว่ายังไม่กล้าพอจะเอ่ยถามถึงสาเหตุ

“เมื่อเช้าพี่แจจุงไม่ค่อยอยาก อาหาร ข้าเลยว่าจะไปตลาด หาซื้อของที่เขาชอบมาทำมื้อกลางวัน...” จุนซูพยายามทำทุกอย่างให้เป็นเหมือนปกติ เขาออกไปซื้อของ เขาไปเดินตลาด เขาทำงานบ้าน เขาดูแลพี่ชายเป็นอย่างดีดังเช่นที่แล้วมา ราวกับว่าเมื่อคืนก่อนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

“พ่อบ้านโอรอพบเจ้าอยู่ที่หน้าหอ เจ้าออกไปพบเขาก่อนออกไปตลาดแล้วกัน”

“เขามาหาข้าอย่างนั้นหรือ?”

“ดู เหมือนใต้เท้าปาร์คจะห่วงใยเรื่องที่เจ้าไม่สบาย จึงให้พ่อบ้านมาดูว่าเจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่” เมื่อได้คำตอบจุนซูก็นิ่งไป เหตุผลที่อี้ชิงอ้างถึงดังวนเวียนก้องอยู่ในหัว เป็นห่วงอย่างนั้นหรือ? คนใจร้ายคนนั้นน่ะหรือจะห่วงใยว่าเขาเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไรบ้าง

“เจ้าช่วยไปบอกพ่อบ้านโอให้ข้าทีว่าข้ายังอาการไม่ดีขึ้น ไม่สามารถออกไปพบเขาได้”

“ทำไม เล่า? เหตุใดเจ้าจึงต้องให้ข้าโป้ปด เจ้ามีปัญหาอะไรกับตระกูลปาร์คอย่างนั้นหรือ?” น้องชายผู้เป็นนายปิดปากเงียบ แต่อี้ชิงรู้ดีว่าคำถามที่ไร้คำตอบไม่ได้หมายความว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“เจ้าจะหลบหน้าคนของใต้เท้าปาร์คไปจนถึงเมื่อไร” ...จนกว่าคนที่เจ้าคิดว่าห่วงใยจะมาหาข้าด้วยตนเอง

จุนซูเก็บคำพูดที่อยากพูด ซ่อนคำตอบที่อยากตอบไว้ในใจ ก่อนจะเอ่ยตัดบทเสียงเฉียบคล้ายอยากบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่านี่คือคำสั่ง

“ทำตามที่ข้าบอก” จากนั้นเขาก็ก้าวออกจากห้องไป...

และ ดูเหมือนว่าความปรารถนาของจุนซูกำลังจะเป็นจริง เมื่อยูชอนฟังรายงานจากพ่อบ้านคนสนิทแล้วก็หน้าถอดสี หัวใจร้อนรนกระวนกระวายด้วยความห่วงใยที่ระคนปนเปกับความรู้สึกผิด ยูชอนคิดเสมอว่าสิ่งที่ทำลงไปเป็นเรื่องเลวร้าย เขาแทบไม่อยากให้อภัยตัวเอง กระทั่งทุกอย่างมันยิ่งแย่ลง เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นได้ทำให้คนที่เขาเอ็นดูเหมือนน้องชายต้องเจ็บ ไข้หนักหนาขนาดนี้

“คุณชายจะไปไหนขอรับ?”

“ข้าจะไปสำนักมยองวอล” ตอบแค่นั้น ก่อนร่างสูงจะเป็นอีกคนที่รีบร้อนก้าวออกจากห้องไป

โดย ไม่รู้เลยว่าเด็กหนุ่มที่ตนเชื่อสนิทใจว่าได้ไข้นอนซมกำลังเดินทอดน่องเลือก ซื้อของอยู่ในตลาด สองขาของจุนซูก้าวย่างอย่างเรื่อยเปื่อยไปตามทางเดินซึ่งสองข้างทางเรียงราย ด้วยร้านค้าและเหล่าแผงลอย ร่างเล็กจับจ่ายวัตถุดิบในการทำอาหารเพื่อมื้อกลางวันที่พี่ชายโปรดปราน จุนซูซื้อแต่ของที่แจจุงชอบ ความจริงในชีวิตของเขามีคนให้นึกถึงและอยากดูแลเอาใจใส่ไม่มาก แน่นอนว่าอันดับหนึ่งคือคิมแจจุงผู้เป็นพี่แท้ๆ และรองลงมาก็คงเป็นใครคนนั้น...ที่ต่อให้ต้องเจ็บปวดเพราะเขาแค่ไหน จุนซูก็ยังอดห่วงหาไม่ได้

ใบหน้าน่ารักซึ่งพอมีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง เมื่อได้เจอผู้คนสลดลง แววตาหม่นหมองกลับมาสะท้อนในดวงตาเรียวอีกครั้ง พร้อมหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหน่วงๆ อย่างปวดร้าว กระทั่งเสียงร้องไห้จ้าของใครบางคนดังแว่วมาเข้าหู เมื่อหันมองก็พบเด็กชายอายุราวห้าหกขวบยืนอยู่ไม่ไกล ร่างเล็กๆ หอบจนตัวโยนตามแรงสะอื้น สองแก้มอาบน้ำตาซึ่งไหลออกมาเป็นสาย เด็กน้อยยืนร้องไห้อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนซึ่งเดินขวักไขว่ผ่านไปมาใน ตลาด ไม่มีใครสนใจเขา ไม่มีใครเข้ามาปลอบประโลม อย่างมากก็แค่ปรายตามองเท่านั้น

“เหตุใดเจ้าจึงมายืนร้องไห้อยู่ตรง นี้เล่าเจ้าหนู?” จุนซูสลัดความเศร้าในใจของตนแล้วรีบก้าวเข้าไปหาเด็กชายคนที่ว่า เขานั่งคุกเข่าลงกับพื้นดินโดยไม่กลัวว่าตัวจะเปื้อน ก่อนจะใช้ปลายนิ้วค่อยๆ เกลี่ยเช็ดน้ำตาให้คนตัวเล็กตรงหน้า

“ว่าอย่างไร? เจ้าร้องไห้ทำไม”

“พ่อ...ฮึก ...พ่อข้าหาย...พ่อหายไปไหนไม่รู้...ฮึก...” ได้คำตอบแล้วก็พอจะเข้าใจ ดูท่าเด็กคนนี้คงพลัดหลงกับผู้เป็นพ่อแน่ๆ จุนซูถามเด็กชายต่อว่าบิดาแต่งตัวอย่างไร ก่อนจะช่วยมองซ้ายมองขวากวาดสายตาหาให้อีกแรง ระหว่างนั้นเองเสียงโวยวายของใครอีกคนก็ดังลั่นขึ้น

“นั่นเจ้าจะทำ อะไรลูกข้า!” ชายแปลกหน้าท่าทางกราดเกรี้ยวก้าวพรวดเข้ามาประชิดตัวจนจุนซูตกใจรีบลุกขึ้น ยืนแทบไม่ทัน ขณะที่ชายคนนั้นดึงแขนเด็กน้อยให้ไปยืนหลบอยู่ด้านหลังเขา

“เจ้าจะลักพาตัวลูกชายของข้าหรือ!”

“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงแต่เห็นเจ้าหนูนี่ยืนร้องไห้อยู่ จึงอยากช่วยตามหาพ่อที่พลัดหลงกันเท่านั้น”

“ข้าไม่เชื่อ! เจ้าต้องเป็นพวกโจรลักพาตัวเด็กแน่ๆ!”

“ไม่ ใช่นะ!” จุนซูปฏิเสธเสียงหลงเมื่อถูกอีกฝ่ายปรักปรำ เขาไม่รู้จะตอบอย่างไรให้ชายตรงหน้ายอมเชื่อว่าตนไม่ได้มีเจตนาร้าย ตอนนี้ผู้คนเริ่มเพ่งมองมา จากเด็กร้องไห้กลายเป็นผู้ใหญ่สองคนยืนเถียงกัน เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเรียกความสนใจจากคนทั้งตลาด และบางสายตาที่จับจ้องราวกับว่าจุนซูคือโจรลักพาตัวเด็กจริงๆ ก็กำลังกดดันให้เขาคิดหาหนทางแก้ปัญหาไม่ออก

“ข้าจะจับเจ้าส่งให้ทางการไต่สวน!”

“ข้าไม่ไป บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าเป็นแค่คนที่ผ่านมาช่วยเหลือ!”

“ข้าไม่เชื่อ! หากเจ้าไม่อยากถูกจับกุมก็มอบเงินมาให้ข้า แล้วข้าจะไม่เอาเรื่องเจ้า!”

“ว่าอย่างไรนะ นี่เจ้าจะขูดรีดกันหรือ ข้าไม่มีเงิน ข้าไม่ให้เจ้าหรอก!”

“ถ้าไม่มีเงินให้ข้าเช่นนั้นแล้วก็เข้าไปอยู่ในคุกเสียเถอะ!”

ชาย แปลกหน้าเอ่ยเสียลั่น ก่อนจะคว้าข้อมือ กระชากจุนซูให้เดินตามไปด้วยกัน คนตัวเล็กกว่าตกใจลนลานจนทำอะไรไม่ถูก แน่นอนว่าเรี่ยวแรงสู้เขาไม่ได้ แต่จะยอมให้ชายคนนี้มาขูดรีดเอาเงินที่พี่แจจุงเหน็ดเหนื่อยหามาไปก็ไม่ได้ เช่นกัน ตอนนั้นเอง...ขณะที่จุนซูฉุดกระชากลากไปไม่ถึงห้าก้าวดี มือใหญ่เรียวยาวของใครบางคนก็คว้าหมับที่แขน ยึดร่างชายแปลกหน้าไว้ไม่ให้ก้าวต่อไปได้อีก ก่อนเสียงนุ่มรื่นหูจะดังขึ้นและกังวานก้องอยู่ในใจของผู้ได้ยิน

“ข้าว่า...พอแค่นี้เถอะพี่ชาย”



 
 
 
 
 
To Be Continue 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ใครมาช่วยจุนซู?

ฝากไว้เป็นการบ้านนะคะ ฮ่าๆๆ
แต่บอกไว้เลยว่าคำตอบของทุกคนไม่มีผลกับตอนต่อไป
เพราะฟิคเรื่องนี้มีพล็อตสมบูรณ์ชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบไว้อยู่แล้ว
ไม่อยากคุยเลยว่าเขียนประโยคตอนจบของกีแซงไว้แล้วด้วยเนี่ย ฮ่าๆๆ

เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ Smile
อย่าลืมว่าความรักไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน
บวายยยย

ติดแท็กเม้ากันได้ที่ #ฟิคกีแซง
Contact on twitter @WilyRover
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

[FIC] -- G I S A E N G -- [YunJae][ตอนที่ ๑๐]

posted on 20 Nov 2014 21:26 by wilyrover in FICTION
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title :: G I S A E N G (กีแซง)
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Drama
Author’s Note :: คิมจุนซูผู้น่าสงสาร
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 











 
 
 
 
 
- 10 -



 
 
 
 
 
เสียงทอดถอนใจเคร่งเครียดดังก้องภายในห้องทรงหนังสือ รายงานที่อ่านไปได้แค่ครึ่งฉบับถูกวางลงเนื่องจากคนที่ต้องอ่านมันไม่มี สมาธิอ่านต่อ ยุนโฮนั่งตรวจรายงานด้วยใจที่ไม่สงบเท่าไรนักหลังไล่ยูชอนออกไปแล้ว แม้จะย้ำกับตนเองสักกี่ครั้งว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง แต่แววตาเจ็บแค้นระคนเจ็บปวดของสหายที่เติบโตมาด้วยกันกลับวนเวียนรบกวนจิต ใจของเขา

องค์ชายรัชทายาทไม่อยากยอมรับว่าตนกำลังรู้สึกผิด แม้เป็นฝ่ายมาก่อนและได้ครอบครองหัวใจของแจจุง ทว่ายุนโฮก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการกระทำและคำพูดของเขาค่อนข้างโหดร้ายกับ ความรู้สึกของขุนนางคนสนิทอยู่ไม่น้อย แต่เอาเถิด เพื่อให้ได้แจจุงมาเคียงข้างไม่ว่าวิธีใดเขาก็ต้องทำ และไม่ว่าจะทำให้ใครต้องเจ็บปวดสักเท่าไร แต่เพื่อรักษาคำว่าตลอดไปนี้ที่เพิ่งเริ่มต้นไว้...ยุนโฮไม่มีทางเลือก

ระหว่าง นั้นเองที่ขันทีลีเข้ามารายงานว่าพระมเหสีฮีบินมีรับสั่งเชิญยุนโฮไปพบที่ ตำหนัก ฟังแล้วองค์ชายรัชทายาทก็ระบายลมหายใจหนักอึ้งอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววเคร่งเครียด เฉกเช่นเรียวตาคมที่ปรากฏความกังวลชัดเจน ต่อให้ไม่มีใครบอกแต่ยุนโฮก็พอรู้ว่าเสด็จแม่ต้องการพบตนด้วยสาเหตุใด

ร่าง สูงออกจากตำหนักรัชทายาทมุ่งหน้าสู่ตำหนักพระมเหสี เมื่อเดินทางไปถึง ฮันซังกุงซึ่งเป็นซังกุงคนสนิทของพระมารดายืนรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว นางแจ้งว่าพระมเหสีกำลังรอพบ ก่อนจะเชิญองค์ชายรัชทายาทเข้าไปด้านใน

“องค์ชายรัชทายาทเสด็จมาถึงแล้วเพคะ”

สิ้น เสียงรายงานของฮันซังกุง หญิงงามวัยสี่สิบต้นๆ ในชุดเต็มพระยศดูงดงามหรูหราสมฐานะคู่ชีวิตของผู้ครองบังลังก์แห่งโชซอนก็ เงยหน้าขึ้นจากกาน้ำชาที่ตนกำลังชงอยู่ พระมเหสีคลี่ยิ้มอ่อนโยนทักทาย ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับหาได้ช่วยบรรเทาความหนักอึ้งในหัวใจของลูกชายให้ลดลงไม่ ก่อนยุนโฮจะค้อมศีรษะทำความเคารพตามมารยาทที่บุตรพึงกระทำ

“นั่ง ก่อนสิรัชทายาท” ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงตามรับสั่ง เบื้องหน้าระหว่างเขากับพระมารดาคือชุดน้ำชาทำจากหยกเนื้อดี อันประกอบด้วยกาน้ำชาและถ้วยชาอีกสองใบราวกับเตรียมไว้สำหรับเราสองคนแม่ลูก เพียงเท่านั้น กลิ่นชาชั้นเลิศหอมละมุนเตะจมูก ทว่าในยามที่จิตใจเปี่ยมด้วยความกังวล ยุนโฮกลับรู้สึกว่ากลิ่นหอมนั้นช่างน่ารำคาญและชวนปวดหัวเสียมากกว่า

“แม่ ได้ชาผู่เอ๋อมาจากเมืองจีน รสชาติดีเหลือเกิน” ใบหน้างดงามสมวัยยังคงแย้มยิ้มยามเอ่ยถึงเครื่องดื่มที่โปรดปราน พระมเหสีฮีบินบรรจงรินน้ำชา ก่อนจะยกถ้วยยื่นส่งให้บุตรชายผู้เปรียบดังทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคนเป็น แม่อย่างนาง

“ลองชิมดู”

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะเสด็จแม่” พระมเหสีฮีบินยิ้มรับแล้วจึงรินน้ำชาใส่ถ้วยสำหรับตนเองบ้าง สองแม่ลูกดื่มด่ำกับรสกลมกล่อมของชาชั้นเยี่ยมโดยไร้คำพูดใดๆ กระทั่งเป็นยุนโฮที่วางถ้วยชาลงและเริ่มบทสนทนาขึ้นก่อน

“เสด็จแม่มีรับสั่งให้ลูกเข้าเฝ้าแต่เช้าเช่นนี้ ทรงมีเรื่องอันใดหรือพะย่ะค่ะ”

“ความ จริงไม่มีสิ่งใดหรอก เพียงแต่วันก่อนขุนนางคิมพาหลานชายวัยย่างสามขวบมาเข้าเฝ้า หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก เห็นแล้วแม่ก็นึกสงสัยว่าเมื่อใดรัชทายาทกับพระชายาจะมีหลานให้เรียกแม่ว่า เสด็จย่าเสียที”

“..........”

“พวกเจ้าแต่งงานกันมาเกือบปีแล้ว แม่ว่า...มันถึงเวลาที่เจ้าจะต้องมีทายาทได้แล้วเพื่อความมั่นคงของราชวงศ์”

ยุ นโฮนิ่งไปอย่างแปลกใจ เขาเข้าใจมาตลอดว่าที่เสด็จแม่เรียกพบเป็นเพราะเรื่องของแจจุง นึกไม่ถึงว่าจะพูดเรื่องนี้ เขาไม่ทันคาดคิด ไม่ทันได้เตรียมคำตอบหรือแม้กระทั่งเตรียมใจกับคำถามที่ว่าด้วยซ้ำ

เขา ควรตอบอย่างไรเพื่อถนอมน้ำใจพระมารดาและรักษาหน้าพระชายาของตน จะบอกได้หรือว่าตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาเขากับพระชายาร่วมห้องกันแทบ นับครั้งได้ แม้นางจะมีหน้าตาผิวพรรณสะสวย กิริยามารยาทอ่อนช้อย แต่ยุนโฮก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ เหตุที่เขายอมแต่งงานด้วยและยกตำแหน่งพระชายาองค์ชายรัชทายาทให้เพราะเสด็จ พ่อและเสด็จแม่เห็นว่านางคู่ควรเหมาะสม เป็นถึงบุตรสาวขุนนางใหญ่ที่จะช่วยวางรากฐานอำนาจของเขาให้มั่นคงต่อไปได้ใน อนาคตต่างหาก

“ลูกขอพระราชทานอภัยที่ทำให้เสด็จแม่ทรงเป็นกังวล แต่พระราชกรณียะกิจที่ลูกต้องช่วยเสด็จพ่อแบ่งเบานั้นมากมายนัก ลูกจึงไม่ค่อยมีเวลา...”

“อย่างนั้นหรือ” ยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค เสียงหวานราบเรียบของพระมเหสีฮีบินก็ดังขึ้น รอยยิ้มบนดวงหน้าสวยเลือนหายไปหลงเหลือเพียงความเฉยชากับแววตาที่แสดงออก ชัดเจนว่ากำลังตำหนิติเตียนพระโอรสของตน

“เจ้าไม่มีเวลาให้พระชายาของเจ้า แต่กลับมีเวลาให้กีแซงเช่นคิมแจจุงอย่างนั้นหรือรัชทายาท?”

ใน ที่สุดพระมเหสีฮีบินก็เข้าประเด็น สองมือเรียวสวยที่ดูบอบบางแต่กลับสามารถเลี้ยงดูปกป้องลูกหนึ่งคนจนเติบใหญ่ ได้เป็นถึงองค์ชายรัชทายาทประคองถ้วยชาวางลงบนโต๊ะ ดวงตาคู่งามทอแสงเรืองอำนาจเหนือหญิงทุกนางในแผ่นดินสบประสานกับเรียวตาคม ของเด็กหนุ่มตรงหน้า คนเป็นแม่มองเห็นความกังวลในแววตาของลูก แต่ยุนโฮไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกกับคำพูดของนางเท่าไรนัก ดูท่าองค์ชายรัชทายาทคงรู้ตัวก่อนแล้วว่าตนถูกเรียกพบด้วยเรื่องใด

“บุตร สาวเหล่าขุนนางชั้นสูงที่รูปร่างหน้าตาสะสวยมีมากมาย ขอเพียงเอ่ยปากพวกนางล้วนยินดีมอบความสุขให้แก่เจ้า...แม่ไม่เข้าใจว่าเหตุ ใดจึงต้องเป็นคิมแจจุง”

“ลูกพอใจนาง”

ยุนโฮให้เหตุผลสั้นๆ แม้ไม่อาจพูดได้ว่ารัก ไม่อาจบอกได้ว่าต่างฝ่ายต่างเป็นคนในความทรงจำของกันและกันมาตลอดเจ็ดปี ทว่าน้ำเสียงที่ใช้เอื้อนเอ่ยก็หนักแน่นมั่นคงพอให้ผู้เป็นแม่ต้องนิ่งรับ ฟัง พระมเหสีฮีบินมองลึกเข้าไปในเรียวตาคมของลูกชาย ความรู้สึกบางอย่างกำลังบอกนางว่า ‘พอใจ’ ขององค์ชายรัชทายาทหาใช่ความหลงใหลชั่ววูบที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

ทว่า สุดท้ายแล้ว เมื่อพระโอรสไม่ยอมชี้แจงสิ่งใดมากไปกว่านี้ พระมเหสีฮีบินก็ได้แต่ทอดถอนใจ ยุนโฮเป็นรัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบอย่างที่บุพการี หมายมั่น อาจมีดื้อบ้าง ซนบ้างตามประสาเด็กผู้ชาย แต่ก็ไม่เคยเหลวไหลออกนอกลู่นอกทางให้นางกับพระราชาผู้เป็นบิดาต้องกังวล เขาเป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อแม่มาตลอด และครั้งนี้...พระมเหสีฮีบินก็หวังว่ายุนโฮจะเชื่อฟังนางดังเช่นทุกครั้งที่ ผ่านมา

“ขออย่าให้ความพอใจของเจ้ามีมากจนทำให้แม่ต้องหนักใจก็แล้ว กัน...” องค์ชายรัชทายาทนั่งนิ่งรับฟังคำเตือนของพระมารดา เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ แม้ใจจะเปี่ยมด้วยความกังวล แต่ร่างสูงก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกปิดสีหน้าเคร่งเครียดของตนไว้ และดูเหมือนว่าคนที่ต้องมีเรื่องหนักใจจะไม่ใช่แค่พระมเหสีฮีบินเสียแล้ว




สาย ลมเย็นยามค่ำคืนที่พัดต้องกายไม่ช่วยดับความร้อนรุ่มในใจให้เย็นลง เด็กหนุ่มร่างเล็กยืนหันว้ายหันขวาท่ามกลางความมืดอยู่ข้างกำแพงบ้านตระกูล ขุนนางใหญ่ สีหน้าเจ็บปวดและแววตารวดร้าวของบุตรชายนั้นยังคงวนเวียนฉายชัดในหัว รบกวนจิตใจจนไม่สามารถทนนั่งเฉยอยู่ได้ แต่เมื่อมาถึงบ้านเขาแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป จะเรียกใครมาถามไถ่ก็ไม่กล้า ได้แต่ชะเง้อคอมองหาเผื่อจะพบคนที่ทำให้ห่วงใยไม่เป็นอันหลับนอน

“มายืนลับๆ ล่อๆ ทำไมแถวนี่น่ะเจ้าหนุ่ม”

จุน ซูถึงกับสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง หันไปก็พบกับหนึ่งในพ่อบ้านประจำตระกูลปาร์ค เขาไม่ใช่พ่อบ้านใหญ่ที่คอยรับใช้ใกล้ชิดท่านมหาเสนา ทว่าก็เป็นคนสนิทของยูชอนที่มักติดตามเจ้านายไปยังสำนักมยองวอลเสมอ

“อ้าว...เจ้าคือเด็กรับใช้ที่สำนักกีแซงนี่นา” ชายสูงวัยตรงหน้าเองก็จำจุนซูได้เช่นกัน

“ขอรับ”

“มาถึงที่นี่มีธุระอะไรหรือ?”

“คือ...เอ่อ...ข้า...ข้ามาขอพบใต้เท้าปาร์คขอรับ”

อ้ำอึ้ง อยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจุนซูก็ตัดสินใจเอ่ยออกไป แรกเริ่มเขายังลังเล แต่มาคิดอีกทีไหนๆ ก็ดั้นด้นมาถึงที่นี่แล้ว หากไม่ดูให้เห็นกับตาว่าคนที่ห่วงใยไม่เป็นไร คืนนี้เขาคงไม่สามารถข่มตานอนหลับลงได้ เด็กหนุ่มคิดว่าในเมื่อพ่อบ้านประจำตระกูลปาร์คจำเขาได้เช่นนี้ทุกอย่างคงจะ ง่ายขึ้น แต่เปล่าเลย ชายสูงวัยกลับมีสีหน้าลำบากใจราวกับเรื่องที่เขาร้องขอเป็นเรื่องยากลำบาก เหลือเกิน

“คืนนี้คุณชายคงไม่สะดวกให้เจ้าเข้าพบหรอก ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่เถิดนะ”

จุน ซูยืนนิ่งรับฟัง ดวงตาเรียวมองพิจารณาข้าวของในมือคนตรงหน้า ไหเหล้าสี่ห้าไหถูกหอบหิ้วมาอย่างทุลักทุเล เห็นแค่นี้ก็พอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคุณชายตระกูลปาร์คจึงไม่สะดวกให้เขาเข้า พบ ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งเป็นห่วง

“ทั้งหมดนั่น...ของใต้เท้าปาร์คหรือขอรับ?” ถามจบก็ได้ยินเสียงทอดถอนใจดังนำมาก่อนได้คำตอบ ชายสูงวัยพยักหน้าหนักใจรับเบาๆ

“ไม่ รู้ว่าคุณชายทุกข์ใจเรื่องใด...เอาแต่ดื่มเหล้าเมามายตั้งแต่บ่ายจนเหล้าหมด ไปหลายรอบ คนอื่นซื้อหาให้ก็ไม่ถูกใจ ข้าจึงต้องออกมาซื้อเอง”

“ถ้าเช่นนั้น...ให้ข้าช่วยถือของเข้าไปด้านในนะขอรับ”

“จะดีหรือ?”

“ให้ ช้าช่วยเถิดขอรับ ข้าแค่อยากพบหน้าและพูดคุยกับใต้เท้าปาร์คเพียงสองสามคำเท่านั้น...” ท้ายที่สุด พ่อบ้านตระกูลปาร์คก็ใจอ่อนต่อสายตาอ้อนวอนร้องขอของเด็กหนุ่มรุ่นลูกรุ่น หลาน เขาตัดใจแบ่งไหเหล้าให้อีกฝ่ายช่วยถือ ก่อนจะเดินนำเข้าบ้านไป

จุน ซูเดินตามผู้อาวุโสกว่าเงียบๆ พลางกวาดมองโดยรอบ ภายในบ้านตระกูลปาร์คดูหรูหราสมฐานะท่านมหาเสนาอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เขารู้ตำแหน่งแห่งที่ก็จริงแต่ไม่เคยได้เหยียบเข้ามาด้านใน พี่แจจุงเองก็ไม่เคย จะว่าไปก็เกือบแล้ว...อีกแค่นิดเดียวพี่ชายของเขาก็จะได้เข้ามาอยู่ในบ้าน หลังนี้แล้ว แต่เพียงชั่วข้ามคืนทุกสิ่งก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตอกย้ำความจริงที่ว่าอนาคตคือสิ่งไม่แน่นอน

กระทั่งสองขาพาร่างเจ้า นายมาถึงยังห้องๆ หนึ่ง จุนซูพอเดาได้ว่ามันคือห้องของยูชอน ทันทีที่พ่อบ้านสูงวัยเปิดประตูห้อง กลิ่นเหล้าเหม็นคละคลุ้งก็โชยมาเตะจมูก ฉุนเสียจนอยากเบือนหน้าหนี แต่เมื่อเห็นสภาพร่างสูงที่นั่งคอพับคออ่อนกอดไหเหล้าอยู่ด้านใน จุนซูก็ไม่สามารถละสายตาปวดร้าวเปี่ยมความห่วงใยไปจากชายคนนั้นได้

“มา แล้วขอรับคุณชาย” สิ้นเสียงพ่อบ้าน คนเมาก็เงยหน้าขึ้นมอง และเมื่อเห็นว่าใครเดินตามคนของตนเข้ามา ดวงตาฉ่ำเยิ้มฤทธิ์เหล้าก็แข็งกร้าวขึ้นทันใด

“เจ้ามาที่นี่ทำไม! หรืออยากจะมาดู...ว่าข้าเจ็บปวดจนขาดใจตายไปแล้วหรือยัง!”

“คุณ ชาย!...” ได้ยินเจ้านายตวาดเสียงลั่น พ่อบ้านคนเก่าคนแก่ก็ตกใจ หากแต่จุนซูกลับคลี่ยิ้มบอกว่าไม่เป็นไรและขอเวลาพูดคุยกับยูชอนตามลำพัง เพียงสองคน ชายสูงวัยยืนลังเล กระทั่งเสียงทุ้มต่ำติดรำคาญใจดังลั่นขึ้นมาอีกครั้ง

“เอาเหล้าวางไว้แล้วออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”

“ท่านออก ไปก่อนเถิดขอรับ ข้าขอเวลาไม่นานแล้วจะรีบตามออกไป” จุนซูเอ่ยอย่างใจเย็น แสร้งยิ้มให้อีกฝ่ายวางใจว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไรจริงๆ และเมื่อเด็กหนุ่มร่างเล็กพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง ผู้อาวุโสกว่าก็วางไหเหล้าลงแล้วออกจากห้องไป

“เจ้าฟังภาษาคนไม่รู้ เรื่องหรืออย่างไร ข้าบอกให้ออกไปไงเล่า!” ตวาดไล่เสียงดังก่อนจะขวาเหล้าไหใหม่ขึ้นมากรอกลงปาก ยูชอนกระดกของเหลวกลิ่นฉุนพรวดทีเดียวจนสำลัก เห็นแล้วจุนซูก็ตกใจรุดเข้าไปนั่งข้างๆ คอยลูบหลังลูบไหล่จนร่างสูงค่อยยังชั่วขึ้น

“หยุดดื่มเถิดขอรับใต้เท้า ท่านเมามากแล้ว”

“ไม่ ต้องมายุ่งเรื่องของข้า!” ยูชอนปัดมือเล็กออกอย่างไม่ไยดี เขาไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีสีหน้าหรือแววตาอย่างไร เขาไม่รับรู้และสัมผัสไม่ได้ถึงความห่วงใยมากมายที่จุนซูพยายามส่งผ่านมาถึง ร่างสูงคิดแต่เพียงว่าคิมจุนซูคือน้องชายของคิมแจจุง...คนที่ทำให้เขาเจ็บ ปวดแทบเจียนตาย

“ไม่ยุ่งไม่ได้หรอกขอรับ...หากท่านเดิมมากกว่านี้ ร่างกายจะไม่ไหวเอานะขอรับใต้เท้า”

“แล้วไม่ดีหรือ? ข้าตายไปจะได้สมใจพี่ของเจ้า เขาจะได้ครองรักกับคนที่เขารักอย่างมีความสุขเช่นไรเล่า!”

“ใต้เท้า...ท่านอย่าพูดเช่นนี้ อย่าทำแบบนี้เลย...”

จุน ซูอ้อนวอนเสียงเครือ รู้สึกใจหล่นวูบยามอีกฝ่ายเอ่ยถึงความตาย ถ้าหากคืนนี้เขาไม่มาที่นี่แล้วคนตรงหน้าคิดสั้นทำเรื่องเลวร้ายลงไปจะเป็น อย่างไร คิมจุนซูคนนี้จะมีชีวิตอยู่กับความทุกข์ระทมต่อไปได้หรือถ้าไม่มีปาร์คยูชอน บนโลกใบนี้

“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร...” ขณะที่อีกคนย้อนถามเสียงเศร้า ดวงตาสีเข้มทอแสงหม่นอย่างปวดร้าว หากร้องไห้ได้ยูชอนคงร้องไปแล้ว แต่ราวกับความเจ็บปวดมันกลั่นเป็นก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอ แค่จะเอื้อนเอ่ยคำพูดใดยังลำบาก

“พี่ของเจ้าหลอกให้ข้ารัก ลวงให้ข้าหลง...ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกัน แต่สุดท้าย...พี่ของเจ้าก็ทอดทิ้งข้าไป...”

“..........”

“เจ้าไม่รู้หรอกว่ามันจำปวดเพียงไหน...ข้าทรมานแทบตายทั้งเป็นอยู่แล้ว!”

เหตุใดข้าจะไม่รู้... จุนซูนึกตอบในใจ เวลานี้หัวใจของเขาปวดหนึบยิ่งกว่าถูกบีบ คล้ายมันกำลังจะแตกสลายตามหัวใจของคนตรงหน้า เขาทั้งสงสาร ทั้งเห็นใจ ว่ายูชอนเจ็บแล้วแต่เขานี่สิที่เจ็บกว่า เจ็บเหลือเกินที่ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีหนทางใดที่จะช่วยแบ่งเบาความทุกข์เศร้าในใจของอีกฝ่ายได้เลย

“พี่ ของเจ้าทรยศความรักของข้า... คอยดูเถิด ข้าจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าคิมแจจุงคือบุรุษ! ถึงตอนนั้นต่อให้รักมากแค่ไหน เขากับองค์ชายรัชทายาทก็จะไม่มีวันสมหวัง!”

“ใต้เท้า!” คนเป็นน้องร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก เมื่อสิ่งที่หวาดหวั่นกำลังคืบคลานเข้ามาหาพี่ชายของตน จุนซูรีบส่ายหน้า อ้อนวอนอีกฝ่ายผ่านสายตา ทว่าความกราดเกรี้ยวเจ็บแค้นในดวงตาสีเข้มกลับไม่อ่อนแสงลงแม้แต่นิด

“ได้ โปรดใต้เท้า อย่าทำเช่นนั้น... หากมีคนอื่นรู้เข้าว่าเขาเป็นชายปลอมตัวมา พี่แจจุงจะต้องแย่แน่ ท่านจะด่าทอ จะตี หรือจะทำอย่างไรกับข้าก็ได้แต่อย่าเปิดเผยความลับของพี่ชายข้าเลย...”

“ให้ ทำอย่างไรกับเจ้าก็ได้อย่างนั้นหรือ?” ย้อนถาม ก่อนจะคว้าแขนเล็กกระชากร่างอีกฝ่ายเข้ามาหาตัว ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ดุดันดูน่ากลัวอย่างที่จุนซูไม่เห็น หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวด้วยความหวาดกลัว พยายามแล้วที่จะขัดขืน แต่มือแกร่งกลับยึดไว้แน่นหนา ดุจโซ่ตรวนจากเหล็กกล้าที่บีบรัดแขนเขาจนเจ็บไปหมด

“ใต้เท้า ปล่อยข้าเถิดขอรับ ข้า...ข้าเจ็บ”

“เจ้า บอกข้าเองนะว่าจะให้ข้าทำอย่างไรกับเจ้าก็ได้” ยูชอนผลักร่างเล็กลงนอนกับพื้น ก่อนขึ้นทาบทับและใช้กำลังทั้งหมดที่มีตรึงข้อมือบางทั้งสองข้างไว้ไม่ให้ อีกฝ่ายสามารถหนีรอดไปจากเขา

“ทะ...ท่าน...ท่านจะทำอะไร!” ฟังคำถามแล้วร่างสูงก็คลี่ยิ้มร้าย ก่อนสุ้มเสียงเยียบเย็นราวกับคนพูดไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึกจะดังขึ้น

“ก็ทำสิ่งที่ข้าอยากทำกับพี่ชายเจ้ามาตลอดน่ะสิคิมจุนซู...”




 
 
 
 
 
To Be Continue









 
 
 
 
 
กว่าจะจบพาร์ทนี้ได้เสียน้ำตาไปหลายลิตร
ไม่ใช่ว่ามันดราม่าหรืออะไรนะ แต่แต่งไปตามข่าวคอนเจวายเจไป
โอยยยยย คุณเอ๋ยกว่าจะได้แต่ละย่อหน้านี่พักไปฮึกอยู่หลายรอบเลย
เจวายเจร้องบีกินนี่เป็นอะไรที่เขื่อนแตกแบบห้ามไม่ได้จริงๆ

ส่วนเนื้อหาของพาร์ทนี้นี่ไม่ขอพูดอะไรมาก
ไม่รู้ว่าจะสมใจคนอ่านหรือสมใจจุนซูดี ฮ่าๆๆ
แต่กรุณาอย่าคาดหวังถึงเอนซียูซูนะคะ บอกเลยว่าไม่มี
ใช้สูตรสำเร็จละครไทย ตัดไปที่โคมไฟข้างเตียงค่ะ
ไม่สามารถแต่งได้จริงๆ ขออภัย TT TT

อ้อ แล้วถ้ารู้สึกว่าจำนวนหน้ามันลดลงไม่ต้องตกใจนะคะ
คือแต่งๆ ไปแล้วอยากจบตอนที่จุดนี้อ่ะ อันนี้ก็ต้องขออภัยด้วยเหมือนกัน ฮ่าๆๆ

เจอกันใหม่พาร์ทหน้านะคะ เม้ามอยกันได้ที่แท็ก #ฟิคกีแซง ค่ะ Smile

Contact on twitter @WilyRover