[SF] --- SEVEN ELEPHANT --- [YunJae]
posted on 12 Apr 2011 01:53 by wilyrover in FICTIONAuthor :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Rate :: NC-17(?)
Category :: Comedy(?)
Author Note :: “ รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มมั๊ยครับ? ”
ขอ ขอบคุณเดอะแกงค์ผู้มีอุปการะคุณทั้งหลายต่อไปนี้เรียงตามลำดับอาวุโส พี่โบว์ (@tegobo) พี่ปุ้ย (@sarangyunjae) พี่นิว (@niyaoki) พี่ส้มปริ่ม (@somprim) และ ชฮนค. น้องสาวสุดที่รัก สำหรับพล็อตหื่นๆ ที่ไม่คิดว่าคนปกติจะคิดได้
ถ้าวันนั้นพวกเราชาวเดอะแกงค์ไม่นั่งรอ ผู้ชายกลับโรงแรมที่แม็คโดนัลด์ยันตีสองตีสาม ถ้าวันนั้นเราไม่เล่าเรื่องผีจนเริ่มหลอน ถ้าวันนั้นพี่ส้มไม่พูดขึ้นมาว่าอยากให้พี่ชองเป็นพนักงานเซเว่น ถ้าวันนั้นพี่โบว์ไม่พูดถึงฟุตลองพริกสด ถ้าวันนั้นพี่นิวไม่พูดถึงชีสไบท์ไจแอนท์ วันนี้คงไม่มีฟิคหื่นๆ เรื่องนี้ ขอบคุณมากมายเจ้าค่ะ! XD
ณ ย่านหอพักใกล้มหาวิทยาลัยชื่อดังใจกลางกรุงโซลแห่งหนึ่ง
ขณะ นี้เป็นเวลา...ศูนย์นาฬิกาสามสิบนาที แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่มาได้ซักพักแล้ว แต่ซอยเล็กๆ ซอยนี้ที่เต็มไปด้วยหอพักนักศึกษาทั้งชายและหญิงกลับยังคงคึกคัก เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของนักศึกษาวัยละอ่อนทั้งหลาย ที่บ้างก็เดินกลับหอไปพลางหยอกล้อกับเพื่อนๆ ไปพลาง บ้างก็นั่งเม้าท์ถึงละครเรื่องรักไม่มีวันตายที่เพิ่งอวสานไปเมื่อตอนสี่ ทุ่มครึ่งอยู่ที่ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง หรือบ้าง...ก็เฮโลกันเข้าร้านเกมส์ที่เปิดข้ามวันข้ามคืนโกยตังค์จากบรรดา นักศึกษาติดเกมส์ที่ไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นตอนกลางวันโดยเฉพาะ
ทั้ง หมดที่กล่าวมานั้นคือชีวิตประจำวัน คือสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในทุกๆ วันของที่นี่ ผู้คนมากมายที่พักอาศัยอยู่ในย่านนี้ต่างสัมผัสและคลุกคลีกับมันจนชิน ไม่ว่าจะเป็นพวกพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของกิน ขายของใช้ให้กับพวกนักศึกษามหาลัยตั้งแต่ชั้นปีหนึ่งยันปีสี่ เจ้าของร้านเกมส์ เจ้าของร้านเช่าการ์ตูน เจ้าของร้านซักรีด เจ้าของร้านถ่ายเอกสารและรับจ้างพิมพ์รายงาน หรือแม้แต่ตัวนักศึกษาพวกนั้นเอง...ความเป็นไปในซอยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยหอพักแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเห็นจนชินตา
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เรากำลังจะกล่าวถึง...
ประเด็นของเรา จุดโฟกัสของเรา...
คือเด็กหนุ่มร่างบางหน้าสวยที่ใส่กางเกงขายาวสีดำกับเสื้อกันหนาวมีฮู้ดลายคิตตี้สีเดียวกันคนนั้นต่างหาก
เด็ก หนุ่มคนที่ว่าชื่อ “คิมแจจุง” เป็นหนึ่งในนักศึกษามหาวิทยาลัยแทชอนที่อาศัยอยู่ในหอพักภายในซอยนี้ เป็นหนึ่งในนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์เอกการแสดง และเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทำให้ผู้ชายแท้ๆ นึกอยากจะเป็นเกย์ขึ้นมาในชั่วพริบตาเพียงแค่เขาส่งยิ้มหวานๆ ไปให้
ไม่ว่าใคร...ก็พร้อมจะเป็นเมะให้แจจุงเสมอ ขอเพียงแค่เธอเอ่ยปาก...
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า...แจจุงไม่เคยเอ่ยปากขอใครมาเป็นเมะให้ตัวเองซักทีนี่สิ!
ท่าม กลางผู้คนที่เดินสวนทางไปมากันอย่างขวักไขว่และท่ามกลางสายตาของชายหนุ่มผู้ ต้อยต่ำที่ต่างพากันมองตามหลังแจจุงอย่างเพ้อฝัน ท่ามกลางความมืดยามราตรี ณ เวลา ศูนย์นาฬิกาสามสิบเจ็ดนาทีกับอีกห้าสิบหกวินาที แจจุงกำลังเดินมุ่งหน้าตรงไปยังหน้าปากซอยเพื่อไปซื้อขนมมาตุนเป็นเสบียง สำหรับการอ่านหนังสือเตรียมสอบในคืนนี้ ข้างๆ แจจุงคือ “คิมจุนซู” รูมเมทร่วมห้องที่อยู่คณะเดียวกัน ซึ่งอาสาลงมาซื้อขนมเป็นเพื่อนโดยให้เหตุผลว่าเป็นห่วงแจจุง แต่แจจุงก็รู้ดี...ว่าเหตุผลที่แท้จริงของจุนซูนั้นคืออะไร...
สอง สาว เอ้ย... เพื่อนรักทั้งสองเดินเอื่อยๆ มาจนถึงหน้าปากซอย เบื้องหน้าแจจุงกับจุนซูคือเซเว่นเพียงแห่งเดียวของที่นี่ ข้างๆ เซเว่นคือรถเข็นขายบะหมี่ที่อร่อยที่สุดในซอย “ชายชิม บะหมี่เกี๊ยว” และถัดจาก “ชายชิม บะหมี่เกี๊ยว” ไปก็เป็นเพิงไม้ที่ตั้งของ “เดอะแว๊น เรสซิ่ง” วินมอเตอร์ไซด์เพียงวินเดียวของที่นี่ด้วยเช่นกัน
“วิดวิ้ววววว...คืนนี้ทำไมมาเร็วจังจ๊ะน้องจุนซู ยังไม่ตีหนึ่งเลยน้า แล้วนี่ใส่โอนามิมาด้วยรึเปล่าเนี่ย? ฮ่า ๆๆๆ”
ยัง ไม่ทันที่แจจุงกับจุนซูจะได้ก้าวเข้าเซเว่น เสียงเห่าหอน เอ้ย เสียงผิวปากพร้อมคำแซวก็ดังแว่วจากวินมอเตอร์ไซด์ข้ามหัวคนขายบะหมี่เกี๊ยว ลอยมาเข้าหูทั้งคู่เข้าอย่างจัง ได้ยินแล้วแจจุงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ผิดกับใครอีกคนที่โดนพาดพิงเต็มๆ จุนซูถึงกับหันขวับไปทำตาเขียวใส่เพิงวินมอเตอร์ไซด์ทันที ไม่ต้องบอกก็รู้...ว่าเสียงทุ้มๆ กับคำพูดห่ามๆ นั้นมาจากเดอะแว๊นคนไหน มันก็มีอยู่คนเดียวนั่นแหละที่หาเรื่องมาแซวจุนซูอยู่ได้ทุกคืน!
“จะ เข้าไปด้วยกันรึเปล่าจุนซู?” แจจุงหันมาถามเพื่อนรักด้วยเสียงหวานๆ ของตัวเอง แต่ดูเหมือนคำถามนั้นจะไม่ได้รับคำตอบ เพราะจุนซูไม่ได้สนใจสิ่งที่แจจุงพูดเลยซักนิด เอาแต่จ้องไปที่วินมอเตอร์ไซด์ด้วยสายตาอาฆาต จนแจจุงเห็นแล้วต้องถอนใจเบาๆ ออกมาอีกทีแล้วเดินเข้าเซเว่นไป
“อ้าวๆๆ ไม่ตามเพื่อนเข้าเซเว่นไปเหรอจ๊ะน้องจุนซู? เอ...หรือว่าอยากจะยืนอยู่ตรงนี้ให้พี่ได้แซวนานๆ กันน้า ชอบล่ะสิๆๆ ชอบเค้าล่ะสิตัวเอง~ ><”
ปาร์คยูชอน ผู้ครองตำแหน่งหัวหน้าวิน “เดอะแว๊น เรสซิ่ง” ยังคงทำหน้าที่ปล่อยสิ่งมีชีวิตสี่ขาในปากให้ออกมาโลดแล่นในโลกกว้างต่อไป โดยมีลูกคู่ ปาร์คยูฮวาน ผู้เป็นน้องชายแท้ๆ คอยโห่รับอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง ซึ่งทั้งคู่ก็แซวกันสนุกจนไม่ได้สังเกตเลยว่าคนถูกแซวน่ะตอนนี้กำลังตาเขียว ปัด แถมมือเล็กๆ นั่นก็ยังกำหมัดแน่นอย่างโกรธจัดอีกต่างหาก จุนซูกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะระงับความโมโหนี้ไว้ เพราะเขาเพิ่งไปอ่านเจอในหนังสือ ว่าความโกรธจะทำให้หน้าเหี่ยวเร็ว และเป็นตัวการสำคัญในการบั่นทอนความสดใสของผู้หญิง(?)
“ใจเย็นๆ จุนซู ใจเย็นๆ...คิดซะว่าไอ้บ้าพวกนั้นเป็นเสียงนกเสียงกา คิดซะว่าเป็นเสียงท่อไอเสีย!...” จุนซูพยายามท่องและท่อง บอกกับตัวเองให้ขึ้นใจ
“ชางมินฮะ...”
“ว่าไง...รับอะไรดีครับคุณจุนซู??”
“ขอ บะหมี่แห้งไม่ใส่ผักถุงนึงฮะ” สุดท้ายก็ต้องระบายความโกรธของตัวเองด้วยการหันไปสั่งของกิน เจ้าของรถเข็นบะหมี่ “ชายชิม บะหมี่เกี๊ยว” นามว่า ชิมชางมิน ยิ้มรับออเดอร์ก่อนจะหยิบอาวุธคู่กายและเส้นบะหมี่สีเหลืองขึ้นมาลวก ทุกอย่างเหมือนจะกลับสู่ภาวะปกติ ถ้าไม่มีเสียงของยูชอนดังแว่วมาอีกเป็นระลอกที่สอง
“อ๊ะ...สั่งบะหมี่กินตอนดึกๆ อีกแล้วนะน้องจุนซู แค่นี้ก็กลมจะแย่แล้วนะ เดี๋ยวโอนามิก็เอาไม่อยู่หรอกจ้ะที่รัก! ฮ่า ๆๆ”
“โอ๊ยยยยย!!! ไม่แซวชั้นซักวันมันจะตายมั๊ยฮะ!?” กระทั่งในที่สุด...ความอดทนของจุนซูก็ขาดผึง
“เฮ้ยๆๆ ดุด้วยเว้ยเฮ้ยยย อย่างนี้สิปาร์คยูชอนชอบ! ดุๆ อย่างนี้มาเป็นแฟนพี่มั๊ยน้องจุนซู!~ ><”
“เชอะ! ทำคิ้วตัวเองให้สูงเท่ามาตรฐานคนปกติให้ได้ก่อนเถอะแล้วค่อยคิดมาจีบชั้น! ไอ้แว๊นคิ้วต่ำ!!!”
จบ ประโยคด้วยสรรพนามที่ทำเอาหัวหน้าวิน “เดอะแว๊น เรสซิ่ง” ถึงกับแสบไปถึงทรวงใน ก่อนที่จุนซูจะสะบัดทั้งหน้าทั้งก้นเดินปึงปังเข้าเซเว่นไป โดยไม่ฟังเสียงของยูชอนที่โวยวายตามหลังมาเลยซักนิด ส่วนชางมินที่ลวกบะหมี่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ยืนส่ายหน้าปลงๆ จะมีซักคืนมั๊ยที่สองคนนี้จะไม่มาตะโกนทะเลาะกันข้ามหัว “ชายชิม บะหมีเกี๊ยว” ของเขา? จะมีซักคืนมั๊ยที่ขี้หูของเขาจะไม่ต้องออกมาเต้นระบำเพราะเสียงของสองคน นั่น?
ดูท่าแล้ว...คงจะไม่มี...
.
.
.
ทั้งหมดที่กล่าวไปด้านบนคือเหตุการณ์ด้านนอกเซเว่น
ทีนี้... เราจะย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ด้านในเซเว่นก่อนหน้านี้กันบ้าง
หลัง จากที่จุนซูโดนยูชอนแซว และหลังจากที่แจจุงเดินหนีสงครามน้ำลายของสองคนนั้นเข้ามาในเซเว่นแห่งนี้ แค่เพียงขาเรียวๆ ก้าวเข้ามา สายตาจากดวงตากลมโตคู่สวยก็เจอกับเรียวตาคมกริบแต่กลับเต็มไปด้วยความอ่อน โยนของชายหนุ่มที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ในชุดพนักงานเซเว่นทันที ผู้ชายคนนั้นกำลังมองมาที่แจจุง สบตากับแจจุง แล้วก็ยิ้มให้แจจุง
“เซเว่นอิ่มสะดวก...สวัสดีครับ” เสียงนุ่มๆ นั่น...ก็กำลังพูดกับแจจุง...
แจ จุงได้แต่คลี่ยิ้มน้อยๆ กับผงกหัวรับเบาๆ กับคำทักทายของ “ชองยุนโฮ” พนักงานเซเว่นกะดึกที่เจอหน้ากันทุกคืน เพราะแจจุงชอบลงมาซื้อขนมกินตอนกลางดึกทุกคืน ใครๆ ก็รู้ว่ายุนโฮเองก็เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแทชอน ซ้ำยังมีดีกรีเป็นถึงเดือนคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ด้วยความที่ช่วงหลังๆ ใช้เงินหนักมือไปหน่อย ชองยุนโฮ ที่ทั้งหล่อ ทั้งรวย เป็นที่หมายปองของนักศึกษาสาวแท้และสาวเทียมเกือบทั้งมหาวิทยาลัย จึงถูกคุณพ่อที่แสนเคารพรักลงโทษด้วยการยึดรถ ยึดคอนโด ยึดบัตรเครดิต จนต้องมาเป็นพนักงานเซเว่นหาเงินซื้อข้าว เช่นนี้แล...
“เซเว่นอิ่ม สะดวก...สวัสดีครับ” คำพูดประโยคเดิมดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ดังมาจากอีกคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องเก็บของด้านหลังร้าน
ผู้ชายคนนี้อายุมากกว่ายุนโฮ ชื่อ “ชองกอนยอง” เป็นพนักงานเซเว่นกะนี้ด้วยเช่นกัน
แจ จุงยิ้มรับคำทักทายนั้นอีกรอบ ก่อนจะเดินตรงไปยังล็อกขนมเพื่อหาเสบียงตามความตั้งใจแรกของตัวเอง เลือกไปเลือกมา จังหวะนึงที่ดวงหน้าหวานเงยหน้าขึ้น จากมุมนี้เมื่อมองตรงไปก็จะเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์พอดิบพอดี และเมื่อมองจากมุมนี้...สายตาของแจจุงก็ดันบังเอิญมองไปเห็นว่า...ยุนโฮ เอง...ก็กำลังมองแจจุงอยู่เช่นกัน...
น่าแปลก...ที่พอยุนโฮเห็นว่าแจจุงมอง ยุนโฮก็จะหลบสายตาไปอีกทาง
น่าแปลก...ที่ยุนโฮทำเหมือนแอบมองแจจุงอยู่ แต่ที่น่าแปลกกว่านั้น...
คือยุนโฮทำเหมือนแอบมองแจจุงแบบนี้...ทุกคืนที่แจจุงมาเซเว่น...
คิด แล้วก็อมยิ้มออกมาบางๆ ก่อนที่แจจุงจะเดินถือตะกร้าที่มีขนมอยู่สามสี่ถุงในนั้นไปยังเคาน์เตอร์ เพื่อจ่ายเงิน แจจุงเดินมายืนตรงหน้ายุนโฮ ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมองแจจุงแล้วก็ส่งยิ้มหล่อๆ มาให้แจจุง ซึ่งแจจุงก็คลี่ยิ้มหวานส่งตอบกลับไป เราสองคนยิ้มให้กัน สบตากัน พร้อมกับหัวใจของแจจุงที่เต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“ยืนมองหน้า ลูกค้าอยู่ได้ คิดเงินสิ...” แล้วแจจุงก็ได้ยินเสียงพี่กอนยองดุยุนโฮ ยุนโฮหัวเราะน้อยๆ รับคำต่อว่านั้นแล้วก็ก้มหน้าก้มตาคิดเงินค่าขนมให้แจจุง ส่วนแจจุงเอง...ก็ยืนก้มหน้าก้มตาเหมือนกัน...ก้มหน้าก้มตาเขินน่ะ...
“เรียบร้อยแล้วครับ ทั้งหมด 1220 วอนครับ” สิ้นเสียงของยุนโฮ แจจุงก็ส่งเงินให้
“รับมา 1500 วอน ทอน 280 วอนครับ” แล้วแจจุงก็รับเงินทอนมา
“เอ่อ...” ก่อนที่แจจุงจะรู้สึกว่า...ยุนโฮเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง...
“จะรับคนจีบ...”
“เห?”
“ผมหมายถึง...จะรับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มมั๊ยครับ?”
“เอ่อ...มะ...ไม่ดีกว่า...”
“แจ จุงซื้อของเสร็จยัง!?” ยังไม่ทันที่แจจุงกับยุนโฮจะสบตาปิ๊งๆ แล้วก็ยิ้มหวานให้เซเว่นมันเยิ้มมากไปกว่านี้ เสียงโลมาหลอดแปดของจุนซูก็ดังลั่นขัดขึ้นมาซะก่อน แจจุงกับยุนโฮสะดุ้งเบาๆ ก่อนที่คุณลูกค้าคนสวยจะก้มหน้าอมยิ้มเขินๆ แล้วเอื้อมมือไปหยิบถุงเซเว่นที่ยุนโฮยื่นส่งมาให้
“ไปก่อนนะ...”
“ครับ...เซเว่นอิ่มสะดวก ชอบคุณ เอ้ย...ขอบคุณมากครับ...”
.
.
.
“ชั้น ว่าหมอนั่นต้องชอบแจจุงแน่ๆ...” เพียงแค่ก้าวออกจากร้านสะดวกซื้อหมายเลขเจ็ดมาได้แค่ก้าวเดียว เพียงแค่พ้นหูคนที่ถูกนินทา จุนซูก็เริ่มเปิดประเด็นขึ้นมาทันที
“เห?”
“ก็อีตายุนโฮ พนักงานเซเว่นคนมะกี๊ไง!”
“บะ...บ้าเหรอจุนซู พูดอะไรน่ะ!...”
“แหมๆ อย่าทำเป็นไม่รู้ตัวหน่อยเลย ไม่เห็นรึไงตอนตานั่นมองแจจุงอ่ะ โหยยย...หวานเยิ้มขนาดนั้น!”
“จุน ซูอ่า~!” ค้อนใส่เพื่อนรักไปหนึ่ง ก่อนจะอมยิ้มเขินออกมาพร้อมกับหัวใจไม่รักดีที่เต้นรัวอย่างไม่มีเหตุผลขึ้น มาอีกแล้ว แค่เผลอคิดไปว่ายุนโฮชอบตัวเอง แค่เผลอนึกย้อนไปถึงมุขเสี่ยวๆ ที่แจจุงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเมื่อกี๊...
“จะรับคนจีบ...”
“ครับ...เซเว่นอิ่มสะดวก ชอบคุณ เอ้ย...ขอบคุณมากครับ...”
แค่นี้แจจุงก็แทบอยากจะบึ้มมมกลายเป็นโกโก้ครั้นช์!!! >/////<
“ไม่ อยู่แฮะ สงสัยคงมีผู้โดยสาร...” ก่อนที่เสียงใสๆ แผ่วเบาราวกับกระซิบของจุนซูก็เรียกแจจุงให้หลุดจากภวังค์ พอหันไปมองเพื่อน ก็เห็นว่าจุนซูกำลังชะเง้อคอยืดคอยาวเหมือนกำลังมองหาใครซักคน
“มองหาใครเหรอจุนซู?”
“มองหาไอ้แว๊นคิ้วต่ำน่ะ”
“หืม? จุนซูมองหายูชอนทำไม?? แน่ะ...อยากโดนเค้าแซวก่อนกลับห้องรึไง?”
“ตลก แล้วแจจุง! ที่ชั้นมองหาก็เพราะว่าชั้นไม่อยากให้ไอ้บ้านั่นมาเห็นตอนชั่งน้ำหนักต่าง หาก!!” กระแทกเสียงพร้อมกับทำหน้างอนๆ ใส่เพื่อนรักของตัวเองแค่นั้น ก่อนจะเบนทิศทางไปยังเครื่องชั่งน้ำหนักหยอดเหรียญสีเหลืองอ๋อยที่ตั้งอยู่ หน้าเซเว่น จุนซูจัดการหยอดเหรียญที่เตรียมมาลงไป แล้วก็ขึ้นไปยืนบนเครื่องชั่ง พร้อมกับเสียงดนตรีจากเครื่องชั่งนั้นที่ดังขึ้น
ตื๊อดือดื๊อตื่อดื๊อดือดึ่ง ตือดือดึ๊ง ตื๊อดือดื๊อตื่อดื๊อดือดึ่ง ตือดือดึ๊ง
เสียง ดนตรียังคงดังต่อไป จุนซูยังคงประสานมือไว้ที่อกราวกับสวดวิงวอนต่อพระเจ้าต่อไป แจจุงยังคงยืนลุ้นอยู่ข้างๆ จุนซูต่อไป จนกระทั่ง...ตัวเลขดิจิตอลสีแดงปรากฏขึ้นบนหน้าจอเครื่องชั่ง
“คุณพระ!!!!!” เสียงโลมาแปดหลอดดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างกลมๆ ที่หันมากระโดดโผเข้ากอดแจจุงเต็มแรง
“วันนี้ ชั้นลดไปตั้งสองขีดแน่ะแจจุง! คิดถูกแล้วที่ยอมอึดอัดใส่โอนามิเพิ่มขึ้นตั้งครึ่งชั่วโมง! น้ำหนักชั้นลดแล้วๆๆ น้ำหนักลดแล้ว!!”
จุนซูฉีกยิ้มแป้นแถมยังตะโกน เสียงดังลั่นอย่างดีอกดีใจ จนแจจุงได้แต่ยืนมองแล้วก็ยิ้มขำ แจจุงเคยบอกแล้วใช่มั๊ยว่าจุนซูมีเหตุผลอื่นที่ลงมาเซเว่นเป็นเพื่อนแบบนี้ นี่แหละ...เหตุผลที่แท้จริงของจุนซู...
ทุกคืน...เพื่อนตัวกลมรูมเมท ของเขาจะต้องมาชั่งน้ำหนักที่เครื่องชั่งหยอดเหรียญนี่ โดยไม่ลืมที่จะใส่ “ชุดกระชับสัดส่วน – โอนามิ” ไว้ข้างในชุดนอนนั่นอีกทีด้วย คืนไหนน้ำหนักลดลงซักขีดสองขีดก็เป็นโชคดีของแจจุงไป แต่ถ้าคืนไหนน้ำหนักไม่ลดหรือเพิ่มขึ้นล่ะก็...แจจุงต้องทนฟังจุนซูโอดครวญ จนต้องหนีออกมาอ่านหนังสือข้างนอกเป็นชั่วโมงเลยล่ะ!
แจจุงเคยแนะนำ ให้จุนซูซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักมาไว้ในห้อง จะได้ไม่ต้องไปเสียเงินหยอดเหรียญชั่งน้ำหนักทุกวันๆ แบบนั้น แต่จุนซูก็ไม่ยอมซื้อ ซึ่งเหตุผลที่จุนซูไม่ยอมซื้อก็ทำเอาแจจุงถึงขั้นอยากจะเอาหัวโขกประตูเซ เว่นตาย เหตุผลนั้นก็คือ...
“เพราะเครื่องชั่งธรรมดามันไม่มีเสียง - ตื๊อดือดื๊อตื่อดื๊อดือดึ่ง ตือดือดึ๊ง – น่ะสิ”
เป็นไง? เหตุผลของแม่คุณ...
“ชา งมินฮะ! เมื่อกี๊ที่สั่งบะหมี่แห้งไม่ใส่ผักอ่ะ ขอเบิ้ลสองถุงเลยนะ!” ยืนคิดอยู่คนเดียวอยู่นาน มารู้ตัวอีกทีคุณเพื่อนตัวดีก็วิ่งไปยืนอยู่หน้ารถเข็น “ชายชิม บะหมี่เกี๊ยว” ซะแล้ว
“ได้เลยครับคุณจุนซู”
“สองถุงเลยเหรอจุนซู!? นี่มันดึกแล้วนักเดี๋ยวก็อ้วนหรอก!”
“เอาน่า...แค่คืนเดียวเอง...”
“ชั้นก็เห็นจุนซูพูดแบบนี้ทุกคืน!...กินเยอะแบบนี้โอนามิจะเอาอยู่ได้ยังไง!?”
“โธ่...แจจุงอ่า คืนเดียวนะๆๆ ฉลองที่น้ำหนักลดสองขีดไง นะ!” ได้ยินแบบนั้นแจจุงก็ได้แต่ทอดถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย
คิมจุนซู...ถ้านายยังเบิ้ลบะหมี่วันละสองถุงแบบนี้อยู่ล่ะก็นะ...
โดนพี่หัวหน้าวิน “เดอะแว๊น เรสซิ่ง” แซวว่า “กลม” ต่อไปซะเถอะ!
.
.
.
คืนต่อมา...
เฮือก!!!
แจ จุงสะดุ้งตื่นขึ้นมาในความมืด มองไปทางไหนก็เจอแต่ความมืด ซ้ายก็มืด ขวาก็มืด ข้างหน้าก็มืด และเพราะมันมีแต่ความมืดแจจุงเลยเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟ ก่อนจะพบว่ารูมเมทตัวกลมๆ อีกคนนั้นนอนหลับปุ๋ยกรนเบาๆ ดังครอกฟี้ไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้พวกเขาสองคนเหนื่อยมากจากกิจกรรมบายเนียร์ที่คณะ พอกลับมาถึงก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับปั๊บกันทั้งคู่
เรียกได้ว่าหลับสนิทชนิดที่จุนซูยังลืมใส่โอนามิไปชั่งน้ำหนักหน้าเซเว่นเลยทีเดียว!
ส่วน แจจุงถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหน เพลียซักเท่าไร แต่จิตใต้สำนึกก็ร่ำร้องว่าอยากไปเห็นหน้าใครบางคน ขอแค่เห็นซักนาทีสองนาที ได้สบตากันซักนิด ได้ยิ้มให้กันซักหน่อย ก็ยังดี...
ใครคนที่ว่าคง หนีไม่พ้น “ชองยุนโฮ” พนักงานเซเว่นสุดหล่อที่แจจุงหาเรื่องไปซื้อขนมกินทุกวันเพื่อให้ได้เจอหน้า จริงๆ แล้วแจจุงไม่ได้หิวขนม แจจุงไม่ได้ง่วง แจจุงไม่ได้จะเตรียมเสบียงเพื่ออ่านหนังสือ แต่ที่แจจุงยอมไปเซเว่นทุกวัน ยอมเสียเงินวันละนิดวันละหน่อยทุกวัน ก็เพราะแจจุงอยากเห็นหน้ายุนโฮ แล้วก็อยากให้ยุนโฮเห็นหน้าแจจุง เท่านั้นแหละ!
“ตีสาม!!!”
เสียง หวานถึงกับร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเวลาจากนาฬิกาที่ตั้ง อยู่ตรงหัวเตียง แจจุงรีบหยิบเสื้อกันหนาวลายคิตตี้สีดำตัวเดิมขึ้นมาใส่ ก่อนจะวิ่งออกจากห้อง ตรงไปยังหน้าปากซอยทันที ซึ่งจุดหมายปลายทางคงไม่ต้องสงสัย...
Heading to the 7-11 !!!!!
“อ้าว? วันนี้คุณจุนซูไม่มาด้วยเหรอครับคุณแจจุง?” เป็นอีกครั้งที่มาถึงเซเว่นและยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไป เสียงของใครก็ดังขึ้นขัดขาเรียวๆ ของแจจุงซะก่อน
“จุนซูหลับไปแล้วฮะ แจจุงหิวเลยลงมาคนเดียว” แจจุงหันไปตอบยิ้มๆ ให้กับชางมินเจ้าของร้าน “ชายชิม บะหมี่เกี๊ยว” ที่ถึงกับหน้าหงอยไปทันทีที่วันนี้ลูกค้าประจำไม่มาอุดหนุน
“ว้า...แย่ จัง...น้องจุนซูไม่มาแล้วพี่ยูชอนจะแซวใครดีล่ะเนี่ย...” และก็เป็นอีกครั้งของอีกครั้งที่แจจุงกำลังจะก้าวเข้าเซเว่นแต่ก็โดนเสียง ของใครอีกคนขัดขาเอาไว้อีกแล้ว
“พี่ยูชอนก็แซวชางมินไปสิฮะ ชางมินเค้าเปิดร้านบะหมี่ให้แซวทั้งคืนอยู่แล้ว” เล่นมุขที่ไม่ค่อยขำซักเท่าไร ก่อนจะเดินเข้าเซเว่นไป ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสองยืนมองหน้ากันอย่างเซ็งๆ
“ถ้าให้ชั้นแซวแก ชั้นว่าชั้นกลับบ้านไปนอนดีกว่าว่ะชางมิน...”
“เออ...เหมือนกัน ถ้าชั้นถูกแกแซว ชั้นว่าชั้นปิดร้านกลับบ้านไปนอนดีกว่า...”
“เฮ้อออ...” แล้วสองหนุ่มก็ถอนใจออกมาพร้อมกัน ถอนใจเสร็จชางมินก็หยิบอาวุธคู่กายขึ้นมาแล้วจัดการหยิบก้อนบะหมี่ขึ้นมาลวก
“นี่แกลวกบะหมี่ทำไม? ไม่เห็นมีลูกค้าซักคน??”
“ลวก กินเอง...ว่างๆ มันหิว...” สิ้นเสียงของคุณคนขายบะหมี่ พี่หัวหน้าวิน “เดอะแว๊น เรสซิ่ง” ก็ถึงกับถอนใจเฮือก ก่อนจะหันหลังกลับไปยังเพิงไม้สถานที่ตั้งวินมอเตอร์ไซด์ของตัวเอง พร้อมกับคิดในใจ...
...ถ้าวันนึง “ชายชิม บะหมี่เกี๊ยว” มันเจ๊ง กรูจะไม่แปลกใจเลย...
...ก็เจ้าของร้านมันเล่นว่างเป็นหิว หิวเป็นลวกบะหมี่กินเองทั้งวันแบบนี้!...
.
.
.
ตัดกลับมาที่ในเซเว่น...
แจ จุงเดินเข้าไปข้างใน แจจุงเจอยุนโฮยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์เหมือนอย่างเคย แจจุงเห็นยุนโฮมองแจจุงเหมือนอย่างเคย และแจจุงก็เห็นยุนโฮสิ่งยิ้มหล่อๆ มาให้แจจุงเหมือนอย่างเคย
“เซเว่นอิ่มสะดวกสวัสดีครับ...” เสียงของยุนโฮก็ยังนุ่มเหมือนเคยเลยนะ
แจ จุงยิ้มหวานรับคำทักทายนั้น แล้วก็เหมือนเดิม แจจุงเดินไปเลือกขนมล็อคเดิม เงยหน้าขึ้นมองยุนโฮมุมเดิม แล้วก็เห็นว่ายุนโฮกำลังแอบมองแจจุงอยู่เหมือนเดิม พอแจจุงรู้ตัว...ยุนโฮก็ทำเป็นเสตาหนีไปมองอย่างอื่นแบบเดิมอีก!
มันเป็นแบบนี้ทุกคืนสิน่า...
พอ เลือกขนมเสร็จ แจจุงก็เดินไปหายุนโฮ ซึ่งวันนี้มีบางอย่างแปลกไป ปกติที่หน้าเคาน์เตอร์ทุกคืนต้องมีพี่กอนยองอยู่ด้วย หรือไม่พี่กอนยองก็จะเดินไปเดินมาจัดของอยู่ในสายตาให้แจจุงได้เห็น แต่วันนี้...แจจุงยังไม่เห็นพี่กอนยองเลยแฮะ
“วันนี้เข้ากะคนเดียวเหรอ? ไม่เห็นพนักงานอีกคนเลย” แจจุงวางขนมบนเคาน์เตอร์ให้ยุนโฮคิดเงิน แล้วก็ลองถามดู
“อ๋อ...พี่กอนยองเค้าลาหยุดน่ะ เมียเค้าเจ็บท้องจะคลอดลูก”
“งั้นคืนนี้...นายก็...อยู่คนเดียวสินะ...”
“ครับ...” ยุนโฮตอบสั้นๆ แต่สายตาที่มองมายังแจจุงกลับดูลึกซึ้งมีความหมายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งสองคนสบตากันอยู่ซักพัก แล้วก็เป็นแจจุงเองที่ทนสายตาจากเรียวตาคมกริบคู่นั้นไม่ไหว จนต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง พร้อมกับแก้มใสที่อยู่ๆ ก็ขึ้นสีระเรื่อขึ้นมาซะดื้อๆ
“ทั้งหมด 1500 วอนครับ” แจจุงหยิบออกมาพอดีจำนวนยื่นส่งให้ยุนโฮ ซึ่งยุนโฮก็ยื่นมือออกมารับ แต่คราวนี้ไม่ได้รับแค่เงิน แต่รับทั้งมือทั้งเงินของแจจุงเลยต่างหาก!
แจ จุงถึงกับทำตาโตเมื่อมือใหญ่ๆ ของคนตรงหน้าจับมือขาวๆ ของตัวเองเอาไว้ แจจุงพยายามจะดึงมือออกแต่ยุนโฮก็ไม่ยอมปล่อย แถมยุนโฮยังใช้สายตาราวกับจะกินแจจุงไปทั้งตัวแบบนั้นมองแจจุงอีก สุดท้าย...จากที่เมื่อกี๊แก้มของแจจุงแค่ขึ้นสีจางๆ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าแดงแปร๊ดไปทั้งหน้า เขินจนแก้มจะระเบิดอยู่แล้ว
“ปะ...ปล่อยมือเถอะ...” เสียงหวานเบาหวิวๆ เหมือนจะเป็นประโยคขอร้อง แต่กลับทำให้ยุนโฮกระชับมือแจจุงแน่นยิ่งกว่าเก่า
“ไม่ปล่อยหรอก...”
“เขิน...เขินนะ...”
“ก็ เวลาเขินแล้วน่ารักนี่...” สิ้นเสียงนุ่มๆ แจจุงก็ก้มหน้างุด แล้วก็อดจะอมยิ้มเล็กๆ ออกมาไม่ได้ ยุนโฮคนบ้า...เล่นชมกันตรงๆ แบบนี้เลย!
“วันนี้ไม่มีใครอยู่ ชั้นอยู่คนเดียว...จะรับขนมจีบเพิ่มมั๊ย?”
ก่อน ที่คำถามนั้นจะทำให้แจจุงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับยุนโฮอีกครั้ง คำถามที่แฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง พร้อมกับสายตาของยุนโฮที่มองมา สายตาจากดวงตาคู่นั้น...ที่สื่อความหมายซึ่งมีแต่เราสองคนเท่านั้นที่จะเข้า ใจ
แจจุงอมยิ้มเขินๆ หน้าแดงก่ำไปถึงใบหู แต่สุดท้าย...เสียงหวานๆ ก็เอ่ยตอบออกไปด้วยคำพูดและสายตาที่มีความหมายและความนัยไม่ต่างกัน
“ขอเปลี่ยนจากขนมจีบ...เป็นฟุตลองพริกสดหรือไม่ก็ชีสไบท์ไจแอ้นท์แทนได้รึเปล่า?”
To Be Continue
ที่ไม่จบตอนนี้.. ที่มีตอนต่อไป.. ที่ยังไม่ให้อ่านฉากเอนซี..
เพราะคนแต่งมันกวนตีน!!! (อีกแล้ว) วะฮ่า ๆๆ
อย่างที่เกริ่นไว้ด้านบนนะว่าพล็อตนี้มีที่มาอย่างไร
พล็อตนี้ได้มาจากเดอะแก๊งค์ที่นั่งรอผู้ชายกลับโรงแรมอยู่ด้วยกัน
จำได้ว่าตอนนั้นนั่งชิวกันที่แม็ค อมรินทร์ ตอนแรกก็นั่งเล่าเรื่องผี หลอนๆ กันอยู่หรอก
หลังๆ เริ่มไม่หลอนแระ เริ่มหื่นแระ มันเริ่มจากพี่ส้มอยากเห็นพี่ชองเป็นพนักงานเซเว่น
แล้วมันก็เริ่มจากที่ทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วย พี่โบว์เริ่มมีฟุตลองพริกสด
พี่นิวเริ่มมีขีสไบท์ไจแอ้นท์ แล้วน้องจุนใส่โอนามิ พี่ป๊ากขับวิน น้องมินขายบะหมี่ก็ตามมา
จะบอกว่าตอนนั้นนั่งช่วยกันคิดไปก็ขำไป ฮามากถึงขั้นน้ำตาเล็ด
พอเสร็จภารกิจทุกสิ่งอย่าง จนถึงวันนี้ก็เลยมาแต่งให้เดอะแก๊งค์ตามสัญญา
ถ้าท่านใดอ่านแล้วไม่ฮา ไม่ขำ วลรว. ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
เพราะปกติแต่งฟิคตลกไม่เป็นจริงๆ ฮ่า ๆๆ พยายามเต็มที่แล้วค้าบบบ
ปล. The next part is NC in 7-11 !!! *หัวเราะชั่ว*
ปลล. มีคนสงสัยว่าทำไมต้องเป็น SEVEN ELEPHANT คำตอบคือ.. ก็เมนหนูชอบช้างอ่ะ!



อ๊าาาาคนแรกเรยXD
#1 By ♥ SoNaTiNa ♥ -- MESO :) on 2011-04-12 02:06