[FIC] Who When Why The SERIES [YunJae][07]

posted on 19 Feb 2014 00:09 by wilyrover in FICTION













Title :: Who When Why The SERIES
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Comedy / PG-NC17
Author’s Note :: ' Rotten Love '















- Rotten Love -
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แจ จุงวิ่งออกจากห้อง คนตัวบางลงลิฟต์มาถึงชั้นล่าง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ยืนกำหมัดแน่นอยู่หน้าคอนโด ใบหน้าหวานเหลียวกลับไปมองข้างหลัง ตอนนั้นเองที่ความหวังอันน้อยนิดถูกทำลายลงต่อหน้าต่อตา แจจุงคิดว่ามันอาจจะเหมือนในซีรี่ย์ ยุนโฮอาจจะตามมารั้งเขาไว้ แต่ก็ไม่... แจจุงไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้ชายคนนั้น

ก่อนจะรู้สึกเหมือนมีก้อน อะไรมาจุกอยู่ที่คอ ขอบตาร้อนผ่าว ราวกับน้ำตากำลังจะไหล มันเป็นน้ำตาที่อัดแน่นทุกความรู้สึกของแจจุงเอาไว้ ทั้งความโกรธ ความผิดหวัง ความเสียใจ ทุกอย่างรวมอยู่ในนั้นหมด หัวใจต้องเจ็บอย่างที่ไม่เคยเจ็บเมื่อรับรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีค่าอะไรมากไป กว่าของเล่นชิ้นหนึ่งของชองยุนโฮ ก็เป็นได้แค่คู่นอน... เป็นได้แค่ผีเสื้อตัวหนึ่งที่บินมาให้เขาเชยชม พอเขาสมใจ เขาก็เขี่ยทิ้ง...

แจ จุงต้องใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา สองมือยังคงกำหมัดแน่น เขาไม่อยากเป็นคนที่ต้องแพ้ ไม่อยากอ่อนแอ ไม่อยากทำให้ตัวเองดูไร้ค่าไปมากกว่านี้ แค่ถูกฟันแล้วทิ้งก็น่าสมเพชพอแล้ว ถ้ายังมาร้องไห้ให้คนเห็นแก่ตัวพรรค์นั้นอีกแจจุงคงรับไม่ได้ เขาคงนึกเกลียดตัวเองที่ใจง่ายปล่อยให้ใครคนนั้นเข้ามามีอิทธิพลในหัวใจได้ ขนาดนี้

ก่อนเจ้าตัวจะกะพริบตาปริบๆ ไล่หยดน้ำใสที่รื้นขึ้นมาคลอเต็มดวงตาคู่สวยแล้วหันซ้ายหันขวามองรอบ ตัวอย่างคนที่ไม่รู้จะไปทางไหน ตอนวิ่งหนียุนโฮลงมาแจจุงไม่ได้คว้าอะไรติดมือมาด้วยเลย จะให้นั่งรถไฟใต้ดินไปหาจุนซูก็ไม่มีเงิน จะโทรศัพท์เรียกยูชอนมารับก็ไม่มีมือถือ หรือถ้าจะต้องเดินกลับคอนโดตัวเองที่อยู่ถัดจากคอนโดของยุนโฮไปสองบล็อก แจจุงก็รู้สึกว่าตัวเองอ่อนล้าเกินกว่าที่ขาจะก้าวออก คงเป็นเพราะหัวใจที่บอบช้ำ ร่างกายเลยเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงตามไปด้วย...

กระทั่ง ได้ยินเสียงแตรรถดังขึ้นหนึ่งทีใกล้ๆ ตัว แจจุงหันไปมองก่อนจะเห็นรถหรูคุ้นตาขับมาจอดตรงหน้า และเมื่อกระจกฝั่งคนขับค่อยๆ เลื่อนลงใครบางคนที่นั่งอยู่ในรถคันนั้นก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่เขานึกถึง ชายชุดดำที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งบอดี้การ์ด เป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง เป็นคนที่แม้จะกวนประสาทชอบทำอะไรขัดใจกันอยู่บ้างแต่คนๆ นี้ก็เป็นคนที่อยู่เคียงข้างคอยช่วยเหลือยามที่เขาลำบากเสมอ

“จะขึ้น มาไหม?” ปาร์คยูชอนส่งเสียงถามมาจากข้างใน แน่นอนว่าแจจุงตอบคำถามนั้นด้วยการเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถ และเมื่อสี่ล้อของรถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนตัวอีกครั้ง ก็ได้เวลาที่ผีเสื้อตัวน้อยจะต้องบินกลับรังเสียที...

“แกรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่”

“ยาก ตรงไหน? อย่าลืมสิว่าฉันเป็นใคร” ยูชอนตอบยิ้มๆ ถ้าเป็นเวลาปกติแจจุงคงจะเบะปากใส่ทำหน้าหมั่นไส้ แต่ตอนนี้คนตัวบางกลับนั่งนิ่ง เหมือนได้ยินแต่ไม่ใส่ใจ แค่ถาม...พอได้คำตอบก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเท่านั้น ยูชอนรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนของเขาผิดปกติซึ่งสาเหตุของความผิดปกติที่ว่าก็พอ จะเดาได้ เล่นออกมายืนเคว้งหน้าคอนโดแบบนี้ แถมยังตาแดงๆ หน้าหมองๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นเพราะอะไรหรือเพราะใคร

“ฉันตามชองยุนโฮมาจาก ที่ทำงาน จอดเฝ้าอยู่สักพักก็เห็นแกเดินออกมา ฉันเลยขับมารับเผื่อแกอยากกลับบ้าน...” แค่ได้ยินชื่อใครอีกคน สองมือที่วางบนตักก็กลับมากำแน่น เช่นเดียวกับริมฝีปากสีสดที่เม้มเข้าหากันราวกับกำลังเก็บกลั้นความรู้สึก ท่าทีของแจจุงเหล่านี้ที่ยิ่งย้ำให้ยูชอนมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง

“ทะเลาะกับหมอนั่นมาเหรอ?” ยิ่งถามคนถูกถามยิ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ น้ำใสๆ รื้นขึ้นมาคลอหน่วยเต็มดวงตาคู่สวยไปหมด

“ว่าไง”

“..........”

“แกเป็นอะไร”

ฉันถูกฟันแล้วทิ้งว่ะยูชอน” กระทั่งเสียงหวานสั่นเครือดังขึ้น คำตอบของแจจุงทำเอารถทั้งคันถูกปกคลุมด้วยความเงียบชวนอึดอัด ตามนิสัยยูชอนความจริงถ้าได้ยินแบบนี้เจ้าตัวคงหัวเราะร่าแล้วสมน้ำหน้าใส่ แจจุงไปแล้ว แต่คราวนี้ร่างสูงกลับรับฟังเงียบๆ ไม่พูดอะไร สายตาเอาแต่มองตรงไปข้างหน้า ราวกับรู้ล่วงหน้า...ว่าเรื่องแบบนี้มันต้องเกิดขึ้น

“ไอ้บ้านั่นกอดฉัน จูบฉัน นอนกับฉัน...แต่กลับมาบอกว่าเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้...”

“..........”

“ทั้งที่พูดด้วยซ้ำว่าจะให้อยู่ด้วยกันตลอดไป...แล้วทำไมถึงมาไล่กันแบบนี้...”

“.........”

“ชองยุนโฮทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไงวะยูชอน...”

อยากร้องไห้ไหมคิมแจจุง

สิ้น เสียงนุ่ม น้ำตาที่เคยกลั้นไว้ก็ไหลอาบแก้ม แจจุงยกมือปิดหน้าแล้วปล่อยเสียงสะอื้นกับฝ่ามือตัวเอง เขาไม่อายใครแล้ว เขาไม่สนว่ายูชอนเห็นแล้วจะเอามาล้อทีหลังหรือไม่ เพราะตอนนี้หัวใจมันเจ็บจนทนไม่ไหว ถ้าไม่ร้องไห้ระบายออกมาทุกความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในมันต้องทำให้เขา อกแตกตายแน่ๆ และเมื่อยูชอนเอื้อมมือมาลูบหัวปลอบใจแจจุงก็รับรู้ได้ทันทีว่าตัวเองคือคน อ่อนแอที่พ่ายแพ้ราบคาบ เขาแพ้ความหวั่นไหวจากความรู้สึกฉาบฉวยที่ยุนโฮมอบให้ เขาแพ้ความเผลอไผลและความลุ่มหลงจอมปลอมที่ไม่มีจริง เขาแพ้...

และคนแพ้ก็คือคนที่ต้องเจ็บปวด คือคนที่ต้องเสียใจ คือคนที่ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายจากไป...โดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย




ระยะ ทางแค่สองบล็อกจากคอนโดยุนโฮถึงคอนโดแจจุงนั้นความจริงใกล้แค่นิดเดียว รถสปอร์ตคันหรูใช้เวลาขับไปถึงไม่เกินสามนาทีด้วยซ้ำ แต่ยูชอนก็เลือกที่จะขับรถวนไปรอบๆ ขับไปเรื่อยๆ ปล่อยให้แจจุงร้องไห้จนพอใจ รอจนกระทั่งเสียงสะอื้นเบาลง เขาถึงพาคนตัวบางมาส่งที่คอนโด ยูชอนขึ้นลิฟต์มาเป็นเพื่อนแจจุง และเมื่อเดินถึงห้องร่างสูงก็รูดคีย์การ์ดเปิดประตูให้ ก่อนจะพาคนตัวบางที่ตาทั้งบวมทั้งช้ำมานั่งยังโซฟาตัวใหญ่

“แน่ใจนะว่าอยู่คนเดียวได้?” ถามเพราะเห็นอีกฝ่ายพอหยุดร้องไห้ก็เอาแต่เหม่อลอย เหมือนไม่ใจคิมแจจุงตัวแสบที่เคยรู้จักเลยสักนิด

“ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนไหม? หรือจะให้โทรตามจุนซู?”

“..........”

“ไอ้ แจจุง...โดนฟันแล้วทิ้งไม่ได้เป็นใบ้ ถามก็ตอบ อย่าเงียบ” คราวนี้เสียงขุ่นๆ กับคำพูดกวนประสาทของยูชอนทำงานได้ผล แค่มันทำให้ใครอีกคนตวัดสายตามาจิกใส่กันได้ก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว

“ว่าไง”

“ฉันอยากอยู่คนเดียว”

“เอานมร้อนๆ ไหม จะอุ่นให้” แจจุงส่ายหน้า

“เดี๋ยวฉันจะไปร้านจุนซู แกอยากกินอะไรหรือเปล่า?” แจจุงส่ายหน้าอีก

“หรือ...”

“ถ้าจุนซูรอแกอยู่แกก็ไปเหอะ ไม่ต้องห่วงฉัน...”

“..........”

ระดับคิมแจจุงเรื่องแค่นี้ไม่ทำให้ถึงตายหรอก” ว่าแล้วก็คลี่ยิ้มหวังจะให้เพื่อนรักสบายใจ แต่เปล่าเลย...ยูชอนเห็นแล้วกลับหนักใจยิ่งกว่าเก่า ร่างสูงถึงกับถอนใจเฮือกเมื่อรอยยิ้มของคนตรงหน้าแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่า ฝืน แล้วไหนจะแววตาหมองเศร้าอย่างที่เขาไม่เคยเห็นนั่นอีก... ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนอย่างชองยุนโฮจะใช้เวลาแค่อาทิตย์เดียวทำให้เพื่อนเขา เจ็บหนักขนาดนี้ได้

“ไม่ถึงตายแต่ก็เกือบตายใช่ไหมล่ะไอ้ปากแข็ง”

“..........”

“แต่ เอาเถอะ ถ้าแกอยากอยู่คนเดียวก็ตามใจ มีอะไรโทรเรียกฉันกับจุนซูแล้วกัน” และเมื่อแจจุงพยักหน้ารับยูชอนถึงได้หันหลังเดินออกจากห้องไป

แจจุ งรอกระทั่งประตูห้องปิดสนิท รอจนกว่าที่แห่งนี้จะมีแค่เขาที่เผชิญหน้ากับความเจ็บปวดเพียงลำพัง ก่อนคนตัวบางจะล้มตัวนอนลงไปกับโซฟา ตอนนี้คือยิ่งกว่าอ่อนล้า มันไร้เรี่ยวแรง...แค่ลืมตานอนมองเพดานแจจุงยังรู้สึกเหนื่อย อดนึกย้อนไปถึงวันแรกที่เจอใครอีกคนไม่ได้ วันนั้นเขาก็ถูกพามานอนหมดสภาพที่โซฟาแบบนี้ วันนั้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง...

เขาควรจะโทษใครดีที่ทำให้ เรื่องมันเป็นแบบนี้ จะโทษความเห็นแก่ได้ของยุนโฮ โทษความใจง่ายของเขา โทษผู้หญิงคนนั้นที่ตอบปฏิเสธคำขอแต่งงานจนเขาต้องไปเมาเพราะคิดไม่ตกว่าจะ หาข้ออ้างกับพ่อยังไง หรือจะโทษโชคชะตาที่นำพาให้เขามาเจอกับคนใจร้ายอย่างชองยุนโฮ คิดแล้วก็ขำ แจจุงหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมกับหยดน้ำใสที่ไหลซึมออกมาจากหางตา

ตอน นั้นเองที่เสียงโทรศัพท์บ้านในห้องดังขึ้น ตอนแรกแจจุงคิดว่าอาจจะเป็นจุนซูที่โทรมาถามด้วยความเป็นห่วงเลยปล่อยให้มัน ดังอยู่อย่างนั้น เขายังไม่พร้อมจะคุยกับใคร แต่ห้านาทีผ่านไปคนที่โทรเข้ามาก็ยังไม่ละความพยายาม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกหลายครั้งจนในที่สุดแจจุงก็ยอมลุกไปรับจนได้

“ครับ”

‘แจจุง...นี่ฉันเองนะ’

“ไอ้ยูชอน?”

‘เออ...ฉันลืมไปว่าฉันมีเรื่องจะบอกแก ฉันเลยโทรมา’

“..........”

‘วันนี้ฉันไปหาชองยุนโฮที่ทำงาน ฉันไปพูดกับเขาเรื่องของแก...ฉันบอกให้เขาปล่อยแกไปถ้าไม่คิดจะจริงจัง...’

“...........”

‘ฉันรู้สึกว่าส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะฉันที่ทำให้แกต้องเป็นแบบนี้ แต่ฉันไม่อยากเห็นเพื่อนเป็นแค่ของเล่นของใคร ฉันขอโทษนะเว่ย...’

“ไม่เป็นไรหรอก...แกทำถูกแล้วล่ะยูชอน...”

แบบ นี้แหละดีแล้ว...อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไรสำหรับใคร อีกคน ในสายตาของชองยุนโฮ...คิมแจจุงสำคัญแค่ไหนวันนี้ก็ได้รู้และเข้าใจทุกอย่าง หมดแล้ว ถึงมันจะเจ็บมาก...แต่เจ็บตอนที่ยังพอมีหนทางรักษาก็ยังดีกว่าเจ็บตอนที่ถลำ ลึกจนเกินจะเยียวยา ต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่ฉุดเขาขึ้นมาจากหลุมดำแห่งความหวั่นไหวและความลุ่มหลง จอมปลอมนั่น

แจจุงคุยกับยูชอนอีกสองสามคำก่อนจะวางสาย คนตัวบางกลับมานอนที่โซฟาเหมือนเดิม ริมฝีปากบางเอาแต่พึมพำว่าดีแล้วล่ะ แบบนี้แหละดีแล้ว จากกันตอนนี้ตอนที่ยังตัดใจจากได้น่ะดีแล้วแล้ว ทั้งๆ ที่คิดแบบนั้นแต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมน้ำตาต้องไหล ทำไมต้องร้องไห้กับสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามันถูกต้องที่สุดแล้วด้วย

ความคิดเพ้อฝันเมื่อครั้งยังเด็กได้มาอยู่ตรงหน้า
ปาฏิหาริย์ที่มองท้องฟ้าแล้วอธิษฐาน


ขอให้เราได้อยู่ด้วยกัน ได้ยิ้มให้กัน ได้โอบกอดกันไว้...ต่อไปทุกๆ วัน

ฉันเคยหลงรักความจริงที่เรียกว่าเธอ
โดยที่เราต่างไม่รู้จักกันเลย


“ให้นายวุ่นวายกับฉันคนเดียวก็พอ”
“เวลายิ้มน่ารักกว่าเยอะ”
“ฉันกลัวว่าตัวเองนอนคนเดียวแล้วจะหนาวต่างหาก”
“นายคือคนแรก...”
“แค่นั่งเฉยๆ ฉันก็อยากกอดนายแล้ว”


หลงรักความแข็งกร้าวที่อ่อนโยน หลงรักความเย็นชาที่อบอุ่น หลงรักความเจ็บปวดที่หวานละมุน หลงรักโดยไม่รู้ตัว...

หากนี่คือความรักที่กำลังจะสิ้นสุดลง ฉันจะไม่ขอเริ่มมันขึ้นมาเลยยังดีเสียกว่า
ทำไมเธอถึงมาปรากฏตัวตรงหน้าฉันกันนะ...


“นายโทรบอกให้ฉันมารับเองไม่ใช่เหรอคิมแจจุง”
“คุณชื่ออะไร?”
“ชองยุนโฮ”


ทำไม โชคชะตาถึงต้องพาเรามาเจอกัน ทำไมฟ้าถึงส่งชองยุนโฮมาทำให้สอนให้เขารู้จักรักแล้วจากนั้นก็สอนให้เขา เรียนรู้ความเจ็บปวดอย่างโหดร้าย ทำไม...

เธอเคยเป็นแสงสว่างในความมืดมิด ทุกสิ่งมันเป็นของปลอม
และฉันก็เคยมองเห็นความจอมปลอมนั้นเป็นของจริง


“อะไรที่เป็นของฉันก็ต้องอยู่กับฉันตลอดไป”
“แต่เรื่องของเราให้มันจบลงแค่นี้เถอะ”


ทั้ง ที่คิดว่าคนๆ นั้นเป็นที่พึ่ง ที่พักพิง เป็นที่ยึดเหนี่ยวของหัวใจอันเหนื่อยล้า เป็นใครสักคนที่จะปลอบโยนเวลาทุกข์หรือยิ้มให้เวลาสุข ทั้งที่คิดว่าจะปกป้องดูแลและเดินเคียงข้างบนเส้นทางนี้ไปด้วยกัน แต่ทั้งหมดนั่นเขาคิดผิด...มันเป็นแค่ความคิดโง่ๆ ของเด็กคนหนึ่งที่หลงใหลได้ปลื้มไปกับความหอมหวานจอมปลอมที่ใครบางคนหยิบ ยื่นให้ แค่เขากอดก็คิดว่าเขารัก แค่เขาจูบก็คิดว่าเขาจริงจัง แค่เขามาทำดีด้วยนิดหน่อยก็วาดฝันและคาดหวังถึงคำว่า...ตลอดไป

“ผมไม่อยากตกหลุมรักคุณ”

แต่ ตกลงไปแล้วจะให้ทำยังไง? แม้จะปีนขึ้นมาแต่ก็อดเหลียวหลังห่วงหาอาลัยอาวรณ์ไม่ได้ ทั้งที่ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บ แต่ก็ไม่อาจลบทุกความรู้สึกที่ติดแน่นอยู่ในใน แล้วคิมแจจุงคนโง่คนนี้ควรจะทำอย่างไรต่อไปดี?

แล้วใบหน้าของใครบาง คนก็ฉายชัดเข้ามาในหัว คนที่ไม่ว่าเมื่อไรก็อ้าแขนต้อนรับเขาเสมอ และพร้อมจะให้อภัยไม่ว่าเขาจะทำอะไรผิด ก่อนที่แจจุงจะลุกจากโซฟาเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มากดโทรออกข้ามทวีปหาใครคน นั้น รอไม่นานก็มีคนรับสาย

“...แจจุงเอง”

“..........”

พ่อจ๋า...แจจุงจะไปอยู่กับพ่อนะ




ยุ นโฮรอแจจุงกลับบ้านทั้งคืนจนเผลอหลับไปแต่แจจุงก็ยังไม่กลับ เขาแค่อยากคุยให้รู้เรื่อง อยากอธิบายเหตุผลทุกอย่างให้อีกฝ่ายเข้าใจ อยากให้เราสองคนจากกันด้วยดีไม่ใช่ไม่ยอมฟังอะไรเลยแล้วหนีเตลิดหายไปแบบนี้ แถมยังไม่ยอมเอากระเป๋าเงินกับโทรศัพท์มือถือไปด้วย เงินก็ไม่มี ติดต่อก็ไม่ได้ ป่านนี้คนตัวบางนั่นจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้

ยุนโฮ ยอมรับว่าตอนนี้เขาห่วงแจจุงจนไม่เป็นอันทำอะไร ไม่มีสมาธิ จิตใจมันว้าวุ่นไปหมดถึงกับต้องโทรบอกคุณเลขาว่าวันนี้จะไม่เข้าบริษัท ยุนโฮกะว่าถ้าสายๆ แจจุงยังไม่กลับมาอีกเขาจะลองไปตามหาที่ร้านพี่ฮีชอลอะไรนั่นดู บางทีคนตัวบางอาจจะหลบไปอยู่ที่นั่นก็ได้

ก่อนจะต้องรู้สึกโหวงเหวง ในใจเมื่อเปิดประตูห้องนอนออกมาแล้วพบแต่ความว่างเปล่า ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นใดในห้องนี้นอกจากตัวเขา ไม่มีรอยยิ้มสดใสของใครบางคนส่งมาให้กันเหมือนทุกเช้า ไม่มีเสียงหวานเจื้อยแจ้วเอ่ยอรุณสวัสดิ์ทักทายเหมือนทุกวัน พอไม่มีแจจุงที่นี่ก็เป็นแค่ที่อยู่อาศัยไม่ใช่ ‘บ้าน’ อย่างที่เขารู้สึกมาตลอดหนึ่งอาทิตย์ เพิ่งรู้ว่าจะเหงาได้ขนาดนี้เมื่อไม่มีใครอีกคนอยู่ด้วยกัน

ตอนนั้น เองที่เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น ร่างสูงเดินไปรับด้วยอารมณ์เนือยๆ ไม่อยากคุยกับใครเท่าไร แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อคนที่โทรมาเป็นพนักงานต้อนรับของคอนโด เธอบอกกับเขาว่ามีคนมาหา และเมื่อยุนโฮถามต่อว่าเป็นใครเขาก็ยิ่งต้องแปลกใจเพราะคำตอบที่ได้รับคือ ชื่อของปาร์คยูชอน

‘คุณยุนโฮจะให้พาขึ้นไปพบที่ห้องเลยหรือเปล่าคะ?’

“...อืม” กว่ายูชอนจะมาถึง คำถามมากมายก็ก่อตัวขึ้นเยอะแยะเต็มหัว ยูชอนมาที่นี่ทำไม มาเพื่ออะไร และมากับใคร...ซึ่งดูเหมือนคำถามสุดท้ายจะน่าสนใจมากที่สุด บางทียูชอนอาจจะเจอแจจุงแล้วพามาส่งที่นี่ก็ได้ บางที...ยุนโฮก็มองโลกในแง่ดีเกินไปจนเกือบกลายเป็นเข้าข้างตัวเอง

กระทั่ง เสียงออดหน้าห้องดัง ร่างสูงเดินไปเปิดประตูแล้วพบกับพนักงานต้อนรับของคอนโดที่พายูชอนขึ้นมา ผู้ชายคนนั้นก้มหัวน้อยๆ ทักทายเขา ก่อนจะคลี่ยิ้มสุภาพที่ไม่ต่างอะไรกับการยิ้มตามมารยาทมาให้เหมือนอย่างเคย

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณยุนโฮ” เจ้าของบ้านเชิญแขกเข้าด้านใน ยุนโฮถามแล้วว่ายูชอนจะรับกาแฟไหมแต่ร่างสูงอีกคนปฏิเสธ

“ผมมาทำธุระแค่แป๊บเดียวเท่านั้นแหละครับ”

“..........”

“ผมมาเก็บของให้แจจุง” คำพูดของอีกฝ่ายทำเอายุนโฮนิ่งไป...แค่ได้ยินชื่อใครบางคน

“ไม่ทราบว่าเป้แจจุงอยู่ไหนครับ? ผมขอกระเป๋าเงินกับโทรศัพท์เขาด้วย”

“แจจุงให้คุณมาเก็บของงั้นเหรอ...” ยูชอนไม่ตอบ เพียงแต่พยักหน้ารับ

“แสดงว่าคุณต้องรู้ว่าตอนนี้แจจุงอยู่ที่ไหน”

“..........”

“เขาอยู่ที่ไหน”

“คุณ จะอยากรู้ไปทำไมครับ?” สิ้นเสียงยุนโฮ ยูชอนก็ถามต่อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แม้ปากจะยิ้มแต่แววตาที่ร่างสูงให้มองเจ้าของบ้านกลับเย็นชาจนเกือบไร้ความ รู้สึก ยูชอนจำได้แม่นว่าเมื่อวานผู้ชายคนนี้ทำเพื่อนของเขาเจ็บปวดเสียใจมากขนาด ไหน แจจุงที่เคยเข้มแข็ง แสบซ่าไม่กลัวใครกลับกลายเป็นคนอ่อนแอและพ่ายแพ้เพราะคนเห็นแก่ตัวหนึ่งคน

“ผมให้โอกาสคุณแล้วแต่คุณก็เลือกที่จะปล่อยเขาไป...ต่อให้ตอนนี้คุณรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะครับ”

“คุณหมายความว่ายังไง”

“..........”

“ผม ถามว่าคุณหมายความว่ายังไง!” ยุนโฮขึ้นเสียงใส่คนที่ทำเป็นไม่สนใจ ไม่ยอมตอบคำถาม แต่ยุนโฮลืมนึกไปว่ายูชอนไม่ใช่ลูกน้องของเขา แน่นอนว่าร่างสูงอีกคนไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับเสียงดังๆ นั้น ซ้ำยังทำเมินมองนู่นมองนี่สำรวจไปรอบห้องอีกต่างหาก ก่อนสายตาจะเจอเข้ากับกระเป๋าใบโตที่วางอยู่ตรงมุมโซฟา

“นั่นเป้แจจุงใช่ไหมครับ?” ถามไปอย่างนั้นเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องใช่ของแจจุงแน่ๆ ยูชอนจำได้เลยถือวิสาสะลุกไปหยิบมันเอง

“ขอกระเป๋าเงินกับโทรศัพท์มือถือของแจจุงด้วยครับ”

“คุณยังไม่ได้บอกผมเลยว่าตอนนี้แจจุงอยู่ที่ไหน!”

“ผมบอกคุณแล้วว่ารู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”

“..........”

คุณคงไม่ได้เจอแจจุงอีกแล้วล่ะครับ” ได้ยินแล้วก็รู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นๆ สาดใส่ หน้าชาตัวชาไปหมด พร้อมกับหัวใจที่ปวดหนึบขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรียวตาคมไหววูบทันทีที่รับรู้ว่า...จะไม่ได้เจออีกแล้ว

ขณะที่ยูชอน เดินเลยไปหยิบกระเป๋าเงินกับโทรศัพท์มือถือของแจจุงที่ชั้นวางโทรทัศน์ โชคดีที่เพื่อนของเขายังเป็นพวกชอบวางของระเกะระกะเหมือนเคย เพราะถ้าต้องรอให้ยุนโฮหยิบของแจจุงมาให้เขาคงไม่ได้ออกจากห้องนี้ไปง่ายๆ แน่ ร่างสูงเอาของทั้งหมดใส่กระเป๋า ก้มหัวลายุนโฮเล็กน้อยและทำท่าจะออกจากห้องโดยไม่สนใจคนที่ยังยืนนิ่ง กระทั่งเอามือล้วงกระเป๋าแล้วปลายนิ้วสัมผัสอะไรบางอย่าง ยูชอนก็นึกขึ้นได้ว่าเขาลืมเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งไป ร่างสูงหมุนตัวกลับ ก่อนจะยื่นของที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงนั่นส่งให้อีกคน

“นี่มัน...” มันคือแหวนเพชรวงเล็กน้ำงามที่ยุนโฮจำได้ดีว่ามันเป็นของใคร

“เขาฝากแหวนวงนี้มาให้คุณ”

“..........”

“แจจุงบอกว่าถ้าแหวนวงนี้จะเป็นของใครสักคน...คนๆ นั้นก็คือคุณ” พูดจบก็เดินออกจากห้องไปโดยทิ้งให้ยุนโฮต้องต่อสู้กับทุกความรู้สึกที่บีบ คั้นถาโถมเพียงลำพัง คำพูดของยูชอนดังก้องในหัว เช่นเดียวกับคำพูดของใครอีกคนที่ย้อนกลับเข้ามาทำให้หัวใจเจ็บปวดไปหมด

เก็บแหวนวงนี้ไว้ให้คนที่นายรักเขาแล้วเขาก็รักนายเถอะ

เจ็บ เมื่อรับรู้ว่าความรู้สึกที่ใครคนนั้นมอบให้มีความหมายกว่าที่คิด เจ็บเพราะรู้สึกผิด และเจ็บ...ที่เพิ่งรู้ใจตัวเองว่าไม่อยากเสียไปก็ตอนที่ทุกอย่างกำลังจะสาย

เร็ว เท่าความคิด ยุนโฮรีบวิ่งตามยูชอนไป เขาคิดเองว่าอีกฝ่ายอาจจะพาเขาไปเจอแจจุงได้ ร่างสูงวิ่งลงมาถึงหน้าคอนโด ก่อนจะเจอยูชอนกำลังเก็บกระเป๋าแจจุงใส่หลังรถอยู่อีกฝั่งของถนน แต่นั่นยังไม่ทำให้ร่างสูงรู้สึกเหมือนหยุดหายใจเท่ากับคนที่นั่งรอในรถคัน นั้น แจจุงนั่งอยู่ในนั้น!

เหมือนหัวใจของยุนโฮทำงานเร็วกว่าสมอง และก้อนเนื้อที่หน้าอกข้างซ้ายก็สั่งให้เขาก้าวลงถนนเพื่อไปหาแจจุง ยุนโฮออกตัววิ่งอีกครั้งโดยไม่ทันมองว่ามีรถมอเตอร์ไซด์ส่งบะหมี่กำลังจะขับ ผ่าน ก่อนเสียงแตรรถจะดังลั่นถนน ตามด้วยเสียงโวยวายของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้น

“โอ๊ย!” ร่างสูงที่ถูกรถมอเตอร์ไซด์เฉี่ยวล้มลงไปกองที่พื้นร้องลั่น ยังดีที่เขาไม่เป็นอะไร ไม่ถึงกับโดนชนเต็มๆ แต่การที่ต้องล้มลงพื้นไม่ทันตั้งตัวแบบผิดท่าก็ทำให้ข้อเท้าพลิกและเจ็บจน ไม่สามารถพยุงตัวลุกขึ้นยืนได้

“บ้าเอ๊ย!” เรียวตาคมจับจ้องไปยังคนตัวบางที่นั่งอยู่ในรถ เขาเห็นแจจุงมองมาทางนี้ เขารู้ว่าแจจุงจะต้องเห็นเขา เขาหวังให้อีกฝ่ายยังคงเหลือเยื่อใยเป็นห่วงกันบ้าง ยุนโฮคิดเข้าข้างตัวเองว่าแจจุงจะรีบลงมาดูเมื่อเห็นตัวเองถูกรถเฉี่ยวแบบ นี้ แต่เปล่าเลย...

แจจุงแค่มองมาแล้วหันกลับไป... แจจุงมองเห็นแต่แจจุงไม่สนใจ แจจุงรับรู้ว่ายุนโฮเจ็บแค่ไหนแต่แจจุงก็เลือกที่จะเมินเฉยราวกับคนไม่ รู้จัก ก่อนรถหรูคันนั้นจะเคลื่อนตัวจากไปโดยที่ยุนโฮไม่อาจรั้งหรือทำอะไรได้เลย ถึงตอนนี้ยุนโฮรู้แล้วว่าคำว่า ‘สายเกินไป’ มันเป็นยังไง...

...ผีเสื้อของเขาบินจากไปแล้ว




 
 
 
 
 
 
To Be Continue




 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บอกเลยว่าพาร์ทนี้พี่ป๊ากหล่อมาก >////////////<

อย่าลืมติดแท็ก #WWWYJ ในทวิตเตอร์นะเบ่เบ๋
Contact on twitter @WilyRover
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ฮือ ฮือ

#1 By kun (171.96.68.131|171.96.68.131) on 2014-02-19 00:35