[FIC] -- G I S A E N G -- [YunJae][ตอนที่ ๑-๗]

posted on 02 Nov 2014 14:17 by wilyrover in FICTION
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title :: G I S A E N G (กีแซง)
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Drama
Author’s Note :: กีแซงคือผู้ให้ความบันเทิงผ่านศิลปะ ..มิใช่โสเภณี
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
- 1 -



กีแซง คือหญิงสาวงามสะพรั่งผู้ให้ความบันเทิงและความรื่นเริงผ่านศิลปะ พวกนางมิใช่โสเภณี หากแต่เป็นศิลปินซึ่งถูกฝึกฝนมาอย่างดีและอุทิศตนเพื่อมอบความบันเทิงและ ความรื่นเริงนั้นแก่ผู้อื่น


คืนหนึ่งกลางเหมันตฤดูที่อากาศ หนาวจัด หิมะยังคงโปรยปรายคล้ายปุยนุ่นร่วงหล่นจากฟ้า เสียงคายากึมหรือพิณสิบสองสายลอยแว่วหวานหูมาตามลมหนาว ท่วงทำนองไพเราะพลิ้วไหวดังจากห้องรับรองของกีแซงอันดับหนึ่งแห่งสำนักคณิกา มยองวอล ซึ่งเป็นสำนักคณิกาที่มีชื่อเสียงเลื่องลือที่สุดของโชซอน ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่อบอุ่นด้วยอุโมงค์ส่งความร้อนจากชั้นใต้ดินมีหญิงงาม ในชุดฮันบกสีสันสดใสลวดลายอ่อนช้อยนั่งบรรเลงพิณสิบสองสาย ใบหน้าหวานงดงามยิ่งกว่าอิสตรีคนไหนๆ ฉายแววละมุนยามปลายนิ้วบรรจงดีดคายากึมก่อกำเนิดเสียงเพลง เช่นเดียวกับปากอิ่มแต้มสีแดงสดซึ่งแย้มยิ้มบางราวดื่มด่ำกับศิลปะแห่งดนตรี เส้นผมสีดำขลับดังปีกกาถูกม้วนเป็นมวยข้างเดียว หนึ่งสิ่งอันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าหญิงงามผู้นี้คือ กีแซง

เวลา ชั่วขณะหนึ่งผ่านพ้น บทเพลงไพเราะพลิ้วไหวจบลง เสียงคายากึมหวานหูเงียบไป สองมือบอบางวางแผ่วเบาลงบนเส้นไหมของเครื่องสาย พร้อมเสียงปรบมือชื่นชมของบุรุษตรงหน้าที่ดังกึกก้อง

“ฝีมือบรรเลงคา ยากึมของเจ้ายังคงยอดเยี่ยมเหมือนเคย” ถ้อยคำจากชายสูงศักดิ์เรียกรอยยิ้มหวานให้จุดขึ้นบนใบหน้าสวย ดวงตากลมโตสีรัตติกาลคู่งามช้อนตามองร่างสูง ก่อนจะค้อมศีรษะเล็กน้อยน้อมรับคำชมนั้น

“ใต้เท้าชมข้าเกินไปแล้ว”

“สำหรับเจ้าแล้วไม่มีคำว่าเกินไปหรอกแจจุง...” กีแซงรูปโฉมงดงามนาม คิมแจจุง ยังคงแย้มยิ้มเขินอายขณะยกคายากึมลงจากตักและวางมันข้างตัวอย่างระมัดระวัง ก่อนร่างบอบบางจะเขยิบกายเข้าไปใกล้เจ้าของเสียงทุ้มต่ำน่าฟังเมื่ออีกฝ่าย ยื่นมือส่งให้คล้ายเรียกหา

“เข้ามาใกล้ข้าอีกนิดได้หรือไม่ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”

“ใต้ เท้า...” ดวงหน้าหวานเบี่ยงหลบจมูกโด่งที่พยายามเข้ามาซุกไซร้สูดกลิ่นหอมเย้ายวนจาก พวงแก้มใส แจจุงปั้นยิ้มเขินอีกครั้ง แสดงท่าทีปฏิเสธแต่พองาม ไม่ให้ดูน่าเกลียดหรือต่อต้านการถูกสัมผัสจนเกินไปนัก

“หากคิดถึงข้า จริงอย่างปากว่า...แล้วเหตุใดท่านถึงหายหน้าไปหลายวันนักเล่า” ร่างบางถามเสียงเศร้าให้คนฟังใจไหววูบ แววตาตัดพ้อสั่นระริกทำเอาคนมองยิ่งรู้สึกผิด อ้อมแขนแกร่งกระชับกอดเอวคอด ขณะที่มือใหญ่ข้างหนึ่งยกมือขาวขึ้นมาจูบปลอบประโลม

“ข้าขอโทษที่หาย หน้าไป แต่งานเฉลิมพระชนมพรรษาครบยี่สิบชันษาขององค์ชายรัชทายาทใกล้เข้ามาทุกที เหล่าขุนนางต่างพากันวิ่งวุ่นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานสำคัญครั้งนี้ เจ้าก็รู้...”

“ท่านคงเหนื่อยแย่”

“แค่ได้เห็นหน้าเจ้าข้าก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง และเพราะคิดถึงเจ้าข้าถึงได้ดั้นด้นฝ่าหิมะท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บมาที่นี่”

“ฟังแล้วข้าปลื้มใจนัก” ปากอิ่มคลี่ยิ้มเอาใจ รอยยิ้มงดงามที่คนมองปรารถนาเป็นเจ้าของตลอดไป

“แต่ อีกไม่นานหรอกแจจุง อีกไม่นานเกินรอ...ข้ากับเจ้าก็จะไม่ต้องอยู่ห่างกันเช่นนี้อีกแล้ว” ก่อนถ้อยคำจากเสียงทุ้มต่ำน่าฟังจะทำให้คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น

“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไร”

“หลังงานเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาขององค์ชายรัชทายาท...ข้าจะมาไถ่ตัวเจ้าและจะรับเจ้าไปอยู่ด้วยกัน”

“ใต้เท้า...”

“เจ้าจะมีฐานะเป็นภรรยาของข้า เป็นว่าที่นายหญิงของตระกูลปาร์ค...” สิ้นเสียงทุ้ม แจจุงก็ทำสีหน้าตื่นตระหนกคล้ายไม่เชื่อหู แม้สิ่งที่ได้ยินจะเป็นสิ่งที่คาดหวังและรอคอย แต่ไม่ทันคิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วเพียงนี้

“ทะ...ท่าน...ท่านพูดจริงหรือ...”

“ข้าไม่เคยโกหกเจ้า และข้าจะไม่มีวันโกหกเจ้าแจจุง”

“แต่ข้า...ข้าเป็นชาย...มันจะเป็นไปได้อย่างไร”

ความจริงซึ่งเก็บไว้เป็นความลับถูกเอ่ยออกมาอีกครั้ง นอกจากเหล่ากีแซงในสำนักคณิกามยองวอลด้วยกันจะมีก็แต่แขกผู้สูงศักดิ์อย่าง ปาร์คยูชอน บุตรชายคนโตของเสนาบดีปาร์คเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วคิมแจจุงเป็นชายมิ ใช่หญิง เขาเป็นชายที่ใช้รูปร่างหน้าตาซึ่งงดงามอ่อนช้อยเกินหญิงเลี้ยงชีพเพื่อความ อยู่รอด และความจริงที่รู้อยู่แล้วก็เรียกรอยยิ้มละมุนให้จุดขึ้นบนใบหน้าหล่อ ยูชอนมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตารักใคร่เอ็นดู ก่อนมือแกร่งแสนอบอุ่นจะประคองดวงหน้าหวานอย่างทะนุถนอม

“เจ้าพูด เหมือนวันนั้นไม่มีผิด...แต่ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าทุกอย่างข้าจะ จัดการเอง และต่อให้เจ้าจะเป็นหญิงหรือชายข้าก็จะรัก...ข้ารักเจ้าที่เป็นเจ้า รักเจ้าที่เป็นแจจุงของข้า”

ร่างสูงเองก็ตอบเหมือนวันที่เขาสารภาพ รักกับแจจุงครั้งแรกเมื่อหนึ่งปีก่อน วันนั้นคนตรงหน้าบอกความจริงเรื่องที่ตนเป็นผู้ชายกับเขาเพราะรู้สึกผิด แน่นอนว่าเขาตกใจแต่มันไม่อาจทำลายความรักที่เขามีให้กับคนผู้นี้ได้ ยูชอนรักแจจุงจากใจจริงมิใช่เพียงลุ่มหลง เขารักแจจุงตั้งแต่แรกเห็น ตั้งแต่วันที่ร่างบอบบางนี้ก้าวเข้ามาในบ้านตระกูลปาร์คเพื่อบรรเลงคายากึม ฉลองวันเกิดให้แก่ท่านลุงของเขา เขาไม่อาจลืมใบหน้างดงามที่ประดับด้วยรอยยิ้มแสนหวานนี้ได้ และคงยอมไม่ได้หากรอยยิ้มนั้นต้องตกเป็นของผู้ใดที่ไม่ใช่เขา

ดวงตา เรียวเปี่ยมด้วยรักยังคงทอดมองใบหน้าขาวผ่องอย่างอ่อนโยน ปลายนิ้วใหญ่สัมผัสพวงแก้มนิ่มที่ขึ้นสีระเรื่อก่อนจะไล้ข้อนิ้วเรื่อยลงมา ถึงริมฝีปากสีสด ยูชอนใช้นิ้วโป้งเกลี่ยกลีบเนื้อนุ่มที่เขาเฝ้าจินตนาการถึงรสหวานของมัน แผ่วเบา จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเขาเฝ้ารอที่จะลิ้มลองความหอมหวานนี้มานานเหลือเกิน

“ไป อยู่กับข้าเถอะนะแจจุง ไปเป็นของข้า...แต่เพียงผู้เดียว” ร่างบางไม่ตอบเพียงแต่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มหวาน ซึ่งนั่นก็มากพอเป็นคำตอบให้อีกฝ่ายได้ ยูชอนคลี่ยิ้มพอใจเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด เขามองลึกลงไปในดวงตากลมโตสีรัตติกาลซึ่งทอประกายความสุข ก่อนใบหน้าหล่อจะค่อยๆ เลื่อนเข้าใกล้ ปลายจมูกของคนสองคนสัมผัสกันเช่นเดียวกับลมหายใจที่รดริน แต่ยังไม่ทันที่ริมฝีปากจะได้แนบชิด แจจุงก็ก้มหน้าหลบพลางอมยิ้มเขินอาย บ่ายเบี่ยงไปทำทีเป็นรินเหล้าใส่จอกให้ร่างสูงแทนเสียอย่างนั้น

และ แล้วคืนนี้ก็เหมือนเช่นทุกครั้ง ยูชอนยังคงเท่าเทียมกับทุกคนที่ไม่เคยได้แตะต้องแจจุงมากไปกว่าการจับมือถือ แขนนิดๆ หน่อยๆ จูบมือโอบกอดบ้างเล็กน้อย หากต้องการมากกว่านั้น...เขาไม่เคยได้ ไม่มีใครเคยได้ ซึ่งแม้จะสามารถใช้อำนาจหรือกำลังบังคับขืนใจได้แต่ยูชอนไม่ทำ เขาต้องการให้คนที่เขารักมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาเป็นเจ้าของด้วยความเต็ม ใจ

“อากาศหนาวนัก ข้าว่าท่านดื่มเหล้ารสเลิศนี่ให้ร่างกายอุ่นหน่อยดีกว่า” แจจุงเอ่ยเสียงหวาน คลี่ยิ้มน่ารัก ขณะที่มือขาวยกจอกเหล้าให้ชายสูงศักดิ์ซึ่งตอนนี้กำลังนั่งตัดพ้อตนทั้งทาง สีหน้าและแววตา

“เจ้าช่างใจร้าย...”

“...มันยังไม่ถึงเวลาใต้เท้า”

“แล้ว เวลานั้นคือเมื่อใดกันเล่า” คนถูกถามไม่ตอบเพียงแต่ก้มหน้ายิ้ม รอยยิ้มซึ่งมองผิวเผินยังคงอ่อนหวานและงดงามดังเดิม หากแต่ลองมองให้ลึก สังเกตให้ดีจะเห็นว่าดวงตาของแจจุงไม่ได้ยิ้มตามด้วย นัยน์ตากลมโตคู่สวยสีรัตติกาลไร้ซึ่งประกายความสุขที่ปั้นแต่งขึ้นมาเมื่อ สักครู่ มันเรียบเฉยจนเกือบจะว่างเปล่า

เมื่อท่านมอบทุกอย่างที่ข้าต้องการให้กับข้าแล้วอย่างไรเล่า...ปาร์คยูชอน

แจจุงตอบคำถามนั้นคนเดียวในใจ คำตอบที่อีกฝ่ายไม่มีวันได้ยิน


กว่า ยูชอนจะออกจากห้องรับรองเวลาก็ล่วงเลยยามสองไปแล้ว ความจริงเขาต้องการอยู่กับแจจุงให้นานกว่านี้เพื่อชดเชยเวลาที่ไม่ได้พบกัน ทว่าช่วงนี้งานในราชสำนักยุ่งเหลือเกิน วันรุ่งขึ้นเขามีประชุมเหล่าขุนนางซึ่งรับผิดชอบเตรียมงานเฉลิมพระชนมพรรษา ขององค์ชายรัชทายาทแต่เช้า ดังนั้นต่อให้อยากอยู่ต่อทั้งคืนแค่ไหนหัวหน้าการประชุมอย่างยูชอนก็จำใจ ต้องกลับไป

แจจุงเดินออกมาส่งแขกคนสำคัญ ตั้งใจจะส่งให้ถึงเกี้ยวที่ร่างสูงใช้เดินทางมาแต่ยูชอนห้ามไว้ อากาศด้านนอกหนาวจัด เขาเกรงว่าแจจุงจะโดนไอเย็นจนไม่สบาย และกลัวว่าผิวเนียนสีน้ำนมของอีกฝ่ายจะถูกหิมะซึ่งยังคงตกไม่หยุดกัดเอา

"หาก มีเวลาว่างเมื่อใดข้าจะรีบมาหาเจ้าทันที" เสียงทุ้มน่าฟังเอ่ยอย่างอ่อนโยน มือใหญ่กระชับมือบางกอบกุมไว้