[FIC] -- G I S A E N G -- [YunJae][ตอนที่ ๘]

posted on 02 Nov 2014 15:48 by wilyrover in FICTION
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title :: G I S A E N G (กีแซง)
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Drama
Author’s Note :: " ข้ารักเจ้า



















- 8 -


 
 
 
 
“ขอพระราชทานอนุญาตพะย่ะค่ะฝ่าบาท”

สุ้ม เสียงนอบน้อมของขันทีคนสนิทประจำตำหนักองค์ชายรัชทายาทดังแว่วมาจากด้านนอก เรียกสายตาคมให้ละจากหนังสือปรัชญาขงจื๊อที่กำลังนั่งอ่านอยู่แล้วเงยหน้า ขึ้นมอง ขันทีสูงวัยในชุดสีเขียวมรกตค้อมศีรษะทำความเคารพ ก่อนจะเอ่ยรายงาน

“กีแซงชื่อคิมแจจุงจากสำนักมยองวอลเดินทางมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ”

“พา นางเข้ามา” องค์ชายรัชทายาทตอบเสียงเรียบเช่นเดียวกับใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉย แต่หากลองมองให้ดีๆ จะเห็นว่าภายใต้สีหน้าซึ่งไม่แสดงความรู้สึกใดๆ มีประกายความดีใจทอแสงอยู่ในเรียวตาคมกริบสีเข้มของพระองค์

“เช่นนั้นแล้วหม่อมฉันจะให้ทางห้องเครื่องยกเครื่องเสวยมาเลยนะพะย่ะค่ะ”

“ไม่ ต้อง” คำตอบสั้นๆ จากชายหนุ่มรุ่นลูกทว่าสูงศักดิ์ดังจ้าวชีวิตทำเอาขันทีคนสนิทเลิกคิ้วสูง อย่างแปลกใจ ทั้งที่ตนอุตส่าห์กำชับให้ทางห้องเครื่องเตรียมเครื่องเสวยที่โปรดปรานไว้ ให้แต่องค์ชายรัชทายาทกลับไม่ต้องการ ปกติแล้วการแสดงของหญิงงามและงานรื่นเริงไม่ได้คู่กับอาหารรสเลิศที่ถูก ปากอย่างนั้นหรอกหรือ?

“พาคิมแจจุงเข้ามาส่วนอาหารไม่ต้อง”

“แต่ฝ่าบาทยังไม่ได้เสวยพระกระยาหารเย็น...”

“ทำตามที่ข้าสั่ง...แล้วให้ทุกคนออกจากตำหนักให้หมด หากข้าไม่เรียกไม่ต้องเข้ามา”

ขันที สูงวัยนิ่งงันไปครู่หนึ่งเมื่อสิ้นรับสั่ง จนเสียงนุ่มราบเรียบอันทรงอำนาจต้องถามย้ำอีกครั้งว่าเข้าใจหรือไม่ ก่อนที่สุดท้ายเขาจะค้อมศีรษะน้อมรับบัญชา ทำให้ยุนโฮไม่มีโอกาสได้เห็นว่าขันทีคนสนิทของตนมีสีหน้าลำบากใจเพียงใด

ชาย ชราอายุกว่าครึ่งร้อยร่วมสิบปีรู้ว่าองค์ชายที่ตนเฝ้าดูแลประคบประหงม ตั้งแต่ยังเยาว์ต้องการอะไรจากกีแซงชื่อคิมแจจุง หาใช่การแสดงชั้นเลิศ ศิลปะอันงดงามหรือบทกวีแสนไพเราะ มันมากกว่านั้น... และไม่ยากหากจะคาดเดาว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นในค่ำคืนนี้ที่นี่ แต่ยาก...หากต้องทำใจยอมรับ รู้ทั้งรู้ว่าไม่เหมาะไม่ควรทว่าขันทีซึ่งเป็นเพียงข้ารับใช้อย่างเขาก็ไม่ อาจโต้แย้งหรือขัดคำสั่งผู้เป็นดังนายเหนือหัว

“ไปพาคิมแจจุงเข้ามาได้แล้ว”

“พะ ยะค่ะฝ่าบาท” ค้อมศีรษะน้อมรับบัญชาอีกครั้ง ก่อนขันทีประจำตำหนักองค์ชายรัชทายาทจะเดินออกไป โดยมีสายตาของเจ้าของตำหนักมองตามหลัง เรียวตาคมสีเข้มยังคงทอประกายยินดีภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ก่อนร่างสูงจะคลี่ยิ้มบางเบาอย่างพึงพอใจยามบอกกับตนเองว่าทุกสิ่งที่หวัง และตั้งใจไว้กำลังจะเป็นจริงได้...อีกไม่นานเกินรอ



สายลมยาม ค่ำคืนของวสันตฤดูพัดโชยเอื่อย อากาศเย็นสบายกำลังดีชวนให้รู้สึกสดชื่น แจจุงซึ่งยืนรออยู่หน้าตำหนักคลี่ยิ้มหวานนอบน้อมให้ขันทีสูงวัยที่เพิ่ง เดินกลับออกมาจากด้านใน เช่นเดียวกับยูชอนซึ่งส่งยิ้มคุ้นเคยให้กับชายชราที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก และเคารพนับถือไม่ต่างจากญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง

“องค์ชายรัชทายาทว่า อย่างไรขันทีเชว” ร่างสูงผู้เป็นคนไปรับแจจุงจากสำนักมยองวอลด้วยตนเองและมาพาส่งที่ตำหนัก องค์ชายรัชทายาทถึงที่ถามเสียงนุ่ม ยูชอนยังคงแย้มยิ้ม ผิดกับคนถูกถามที่ทำหน้าลำบากใจ

“ฝ่าบาทรับสั่งให้ข้าพาคิมแจจุงเข้าไปได้”

“เช่นนั้นแล้วข้าจะเข้าไปส่งคิมแจจุงเอง”

“เห็นทีจะไม่ได้ใต้เท้าปาร์ค...”

“ทำไมเล่า?”

“ฝ่าบาทต้องการให้คิมแจจุงเข้าเฝ้าเพียงลำพัง และยังรับสั่งให้ทุกคนออกจากตำหนักให้หมด ห้ามใครเข้าไปหากไม่ทรงเรียกใช้”

ถึง คราวที่คนถามต้องมีสีหน้าไม่สบายใจบ้าง ยูชอนยืนนิ่งกับคำตอบของขันทีลี รอยยิ้มพลันจางลงและแทนที่ด้วยคิ้วเรียวซึ่งขมวดเป็นปมอย่างเคลือบแคลงสงสัย เขาทั้งแปลกใจและตะขิดตะขวงใจกับรับสั่งขององค์ชายรัชทายาท พระองค์แค่อยากชมศิลปะการแสดงของคิมแจจุงเท่านั้นมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดจึงต้องการให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว เหตุใดจึงรับสั่งให้ทุกคนออกจากตำหนักราวกับไม่อยากให้ใครรบกวน... คำถามเหล่านั้นดังก้องในใจจนรู้สึกอึดอัด มือแกร่งเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

“คิมแจจุง... ตามข้ามา”

ก่อน เสียงของขันทีลีจะเรียกให้ร่างสูงหลุดจากภวังค์ เขามองเห็นแจจุงทำท่าจะเดินตามหลังชายสูงวัยไป ตอนนั้นเองที่ร่างกายเคลื่อนไหวตามคำสั่งของหัวใจไม่ใช่สมอง ยูชอนรีบคว้าข้อมือบางรั้งแจจุงไว้ สายตาประสานสื่อความหมายกับดวงตากลมโตคู่งามคล้ายจะบอกให้รู้ว่า...ไม่อยาก ให้ไป

ร่างบางคลี่ยิ้มตอบทว่าภายในแววตากลับว่างเปล่า แจจุงมองเห็นสายตาเว้าวอนที่ยูชอนส่งมาให้แต่ก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ ทำเป็นไม่รับรู้... ก่อนจะก้มลองมองมือแกร่งที่จับข้อมือของตนแล้วแกะมันออกช้าๆ ราวกับกำลังค่อยๆ ปลดพันธนาการที่คนตรงหน้าผูกมัดเขาเอาไว้

“ข้าต้อง ไปแล้ว” สิ้นเสียงหวานทุ้ม ร่างงามระหงก็เดินตามหลังขันทีลีเข้าตำหนัก ขณะที่ยูชอนมองตามแผ่นหลังบางด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ใจหาย... คล้ายกับว่าเมื่อปล่อยมือแจจุงไปวันนี้แล้ว เขาจะไม่มีวันไขว่คว้ามือนั้นคืนกลับมาได้อีก

ร่างสูงทอดถอนลมหายใจหนักอึ้ง และหวังเพียงว่าสิ่งที่ตนรู้สึกจะเป็นแค่ลางสังหรณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง



อีก ด้านหนึ่ง แจจุงเดินตามขันทีสูงวัยประจำตำหนักแห่งนี้ด้วยหัวใจที่เต้นรัว ทั้งดีใจและประหลาดใจระคนกัน เขาดีใจที่จะได้เจอยุนโฮอีกครั้ง จากที่คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้บอกลา วันนี้ความหวังกลับปรากฏขึ้นตรงหน้าเมื่อยูชอนเดินทางมาพบเขาเพื่อรับตัวมา เข้าเฝ้าองค์ชายรัชทายาท แจจุงไม่รู้ว่ายุนโฮคิดจะทำสิ่งใด เขานึกสงสัยแต่เขาก็เชื่อใจว่าทุกสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะทำหรืออาจทำลงไปแล้ว ต้องเป็นผลดีต่อเราทั้งคู่อย่างแน่นอน

“หม่อมฉันพาคิมแจจุงมาแล้วพะย่ะค่ะฝ่าบาท”

“ให้นางเข้ามา”

หัวใจ ดวงน้อยเต้นระรัวหนักขึ้นยามได้ยินเสียงทุ้มนุ่มที่แสนคิดถึง ขันทีลีเปิดประตูเดินนำเข้าไปในห้อง แจจุงเดินตาม ก่อนจะหยุดยืนก้มหน้าอย่างสงบเสงี่ยมด้านหลังขันทีสูงวัย แม้ที่ผ่านมาจะผูกพันลึกซึ้งและใกล้ชิดกันแค่ไหนก็ไม่สามารถบังอาจแสดงท่าที สนิทสนมกับผู้เป็นดังว่าที่พระราชาแห่งโชซอนต่อหน้าคนอื่น

“เจ้าออก ไปได้” สิ้นรับสั่ง ขันทีลีก็ค้อมศีรษะลาก่อนหมุนตัวออกจากห้อง และเมื่อเหลือเพียงเรากีแซงคนงามก็ค้อมศีรษะถวายความเคารพต่อองค์ชาย รัชทายาทตามมารยาทที่พึงกระทำ

“ถวายพระพรพะย่ะค่ะฝ่าบาท”

แจ จุงเงยหน้าขึ้นหวังสบตาบรรเทาความโหยหา แต่แล้วเมื่อมองเห็นร่างสูงองอาจตรงหน้าในชุดแพรเนื้อดีสีแดงเข้มเต็มพระยศ หาใช่เครื่องแต่งกายธรรมดาทั่วไปเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน กีแซงคนงามก็นิ่งงัน เขามองเห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้พร้อมแววตาอบอุ่นอันคุ้นเคยจากเรียวตา คมซึ่งทอประกายยินดีชัดเจน ทั้งที่คิดว่าหากไม่อาจพบกันก็แค่ได้เห็นรอยยิ้มของยุนโฮและได้ยิ้มตอบอีก ฝ่ายอีกสักครั้ง ทว่าเมื่อถึงตอนนี้ ถึงเวลาที่จะต้องยิ้มจริงๆ...แจจุงกลับยิ้มไม่ออก

“เดินเข้ามาหาข้า สิแจจุง” สุ้มเสียงทุ้มนุ่มแว่วเข้าหูราวกับดังจากที่ใดที่หนึ่งอันแสนไกล แจจุงยังคงยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ความดีใจเมื่อครู่คล้ายเลือนหายเมื่อความจริงตรงหน้าตอกย้ำให้เห็นว่าแท้ จริงแล้วเราสองคนแตกต่างกันมากเหลือเกิน

ยุนโฮในชุดขององค์ชาย รัชทายาทดูสูงศักดิ์เกินกว่าจะไขว่คว้าเอื้อมมือไปถึง ส่วนเขาที่สวมใส่ชุดกีแซงสีสดแม้จะดูสวยงามแต่ความจริงแล้วก็เป็นแค่ผ้าราคา ไม่เท่าไร ต้อยต่ำเสียจนไม่อาจเทียบกันได้ ความแตกต่างซึ่งพาให้หัวใจรู้สึกเจ็บหน่วงนี้เองที่สะกดปลายเท้าของแจจุงไว้ ไม่ให้ก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายตามเสียงเรียก

“เจ้าเป็นอะไรไป?” เพราะร่างบางเอาแต่ยืนนิ่งยุนโฮจึงลุกขึ้นเดินไปหา ทว่าพอก้าวเข้าใกล้แจจุงกลับถอยหลังหนีให้คนมองรู้สึกเป็นกังวล

“เหตุใดเจ้าจึงหนีข้า รังเกียจข้า? หวาดกลัวข้า...หรืออย่างไร?”

“หม่อมฉันมิบังอาจฝ่าบาท...”

“ฝ่า บาท? เจ้าเอ่ยเรียกผู้ใดว่าฝ่าบาท เรียกข้าว่ายุนโฮสิ เราตกลงกันแล้วมิใช่หรือ?” ยุนโฮทำเสียงดุ คิ้วเรียวได้รูปขมวดเป็นปมจากความไม่เข้าใจ

“แต่ที่นี่...ที่นี่เป็นตำหนักองค์ชายรัชทายาท...”

“แล้วอย่างไร? แม้ที่นี่จะเป็นตำหนักองค์ชายรัชทายาทแต่เบื้องหน้าเจ้าไม่ใช่ว่าที่พระราชาแห่งโชซอน ข้าในตอนนี้เป็นแค่ชองยุนโฮ...”

“..........”

“ชอง ยุนโฮของเจ้าอย่างไรเล่าคิมแจจุง” ฟังแล้วร่างบางก็คลี่ยิ้มเศร้า ถ้อยคำหวานหูของคนตรงหน้าพาให้หัวใจรู้สึกตื้นตัน ขณะเดียวกันก็รู้สึกปวดร้าว นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่โศกช้อนมองร่างสูงที่แม้จะเอ่ยปากบอกว่าตนเองในยามนี้ เป็นแค่คนธรรมดา ทว่าความจริงสุดท้ายก็คือความจริง เฉกเช่นสถานะองค์ชายรัชทายาทของเขาที่ถึงอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง

“หม่อมฉันเป็นเจ้าของฝ่าบาทได้หรือ...”

“..........”

“กี แซงต่ำต้อยอย่างหม่อมฉัน...จะบังอาจครอบครององค์ชายรัชทายาทได้หรือ...” เพราะในโลกแห่งความจริงเราแตกต่างกันมากเหลือเกิน ยิ่งต่างยิ่งห่างไกลจนความชิดใกล้ในโลกแห่งความฝันไม่อาจเยียวยาความปวดร้าว นี้ได้

“เหตุใดจึงไม่ได้เล่า ในเมื่อตอนนี้หัวใจของข้า...เจ้าก