[FIC] -- G I S A E N G -- [YunJae][ตอนที่ ๙]

posted on 12 Nov 2014 19:52 by wilyrover in FICTION
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title :: G I S A E N G (กีแซง)
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Drama
Author’s Note :: รักสี่เส้า เราสี่คน



 
 
 













 
 
- 9 - 
 
 
 
 
หากเป็นคนอื่นเมื่อลืมตาตื่นคงต้องโบกมือลาโลกแห่งความฝันและกลับมาเผชิญหน้า กับโลกแห่งความจริง แต่สำหรับองค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอนอย่างยุนโฮแล้ว ในเช้านี้ เขากลับรู้สึกราวกับตนเองยังอยู่ในโลกแห่งความฝันอันแสนหวาน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่ามีร่างบอบบางเปลือยเปล่าของใครอีกคนในอ้อมกอด

เรียว ปากได้รูปคลี่ยิ้มสุขใจยามนึกย้อนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขากับแจจุงใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งคืน เราสองคนโอบกอดกัน บอกรักกัน และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มความปรารถนาให้กันและกันจนหัวใจอิ่มเอมด้วยความสุข ถึงกระนั้นยุนโฮก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พอ ความต้องการของเขาราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อได้เป็นเจ้าของครั้งหนึ่งแล้วก็ยิ่งอยากครอบครองอีกเรื่อยไป

อยาก ให้เสียงทุ้มหวานครวญครางร้องเรียกเพียงชื่อเขา อยากให้เงาในดวงตาสีรัตติกาลคู่งามสะท้อนเพียงภาพของเขา อยากให้โลกใบนี้มีแค่เราและความรักของเขา อยากให้แจจุงต้องการแค่ยุนโฮ ปรารถนา โหยหาแค่ยุนโฮเพียงคนเดียว ดังเช่นที่เขากำลังรู้สึกว่าตนเองคงขาดแจจุงไม่ได้ ร่างบางเปรียบดังยอดดวงใจ หากไม่สามารถไขว่คว้ามาเคียงข้าง ยุนโฮคิดว่าจากนี้ไปชีวิตของเขาคงจะหามีความสุขไม่

เรียวตาคมสีเข้ม เหม่อมองดวงหน้าหวานด้วยแววตาลุ่มหลงรักใคร่ ก่อนจะกดจูบแผ่วเบาลงบนหน้าผากเนียน สัมผัสนุ่มนวลละมุนละไมได้ปลุกอีกคนให้ตื่น เปลือกตาสีน้ำนมเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า แจจุงค่อยๆ ปรือตามองยุนโฮ และเมื่อใบหน้าหล่อคมปรากฏชัดเจนในระยะสายตา ความทรงจำหอมหวานอวลความเร่าร้อนเมื่อคืนนี้ก็ทำเอาแก้มใสขึ้นสีเข้ม กีแซงคนงามก้มหน้างุด ไม่กล้าสู้ตา ท่าทีเขินอายแสนน่ารักที่ยุนโฮเห็นแล้วก็ยิ่งอยากแกล้ง อยากทำให้เขินและอายมากขึ้นไปอีก

“หลบตาทำไมเล่า ไม่อยากเห็นหน้าข้าหรือ?” กระซิบถามเสียงนุ่ม ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมตอบ เอาแต่ก้มหน้า ยุนโฮจึงลงโทษด้วยการกดจูบหนักๆ ลงบนริมฝีปากอิ่ม ละเลียดชิมรสหวานยามเช้าจากกลีบปากนิ่มจนแจจุงแทบหายใจไม่ทัน

กระทั่ง มือบางบีบไหล่อ้อนวอนเบาๆ ร่างสูงถึงได้ผละออก ทว่าเขาไม่ได้หยุดแค่นั้น เรียวปากได้รูปเลื่อนไปที่มุมปากอิ่ม พรมจูบทั่วพวงแก้มนิ่ม เรื่อยไปยังลำคอเรียวระหง จนถึงไหล่มนเปลือยเปล่า ขณะเดียวกันมือแกร่งก็สอดเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนหนา ฝ่ามือใหญ่ขององค์ชายรัชทายาทสัมผัสลูบไล้ผิวเนียนลื่นมือที่ยามนี้ไม่ต้อง แสงแดด คล้ายกับอยากฉกฉวยโอกาสตอนที่แจจุงยังตื่นไม่เต็มตาปลุกปั่นห้วงอารมณ์ ปรารถนาของอีกฝ่ายให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

อย่างที่กล่าวไว้...หากเป็น แจจุงเท่าไรก็ไม่พอ ความต้องการของยุนโฮมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ยิ่งสัมผัสยิ่งปรารถนา ยิ่งอยากเป็นเจ้าของ อยากครอบครอง อยากกักขังร่างบอบบางนี้ในอ้อมแขน...ไม่มีที่สิ้นสุด

“ยุนโฮ...ยะ ...อย่า...” แจจุงห้ามเสียงพร่าเมื่อมือแกร่งเริ่มซุกวนเกินพอดี มือเล็กรีบยึดข้อมือใหญ่ไว้ ก่อนที่อะไรๆ จะเลยเถิดไปมากกว่านี้

“ทำไมเล่า”

“เช้า แล้ว ข้าต้องกลับแล้ว...หายมาทั้งคืนป่านนี้ที่สำนักคงเป็นห่วงแย่” เอ่ยแค่นั้น ก่อนผละจากอ้อมแขนแกร่งแล้วลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บปวดจากร่างกายท่อนล่างที่ร้าวระบมทำเอาร่างบางนิ่วหน้าเล็กน้อย ขณะที่สองแขนเรียวกอดผ้าห่มผืนหนาเพื่อปกปิดร่างขาวเนียนเปลือยเปล่าของตน

“ข้า ไม่อยากให้เจ้ากลับเลย...” ฟังแล้วปากอิ่มก็อมยิ้ม ใบหน้าหวานหันมองร่างสูงซึ่งลุกนั่งตามแล้วเข้ามาสวมกอดจากด้านหลัง ดวงตาคู่งามประสานกับเรียวตาคมสีเข้มที่เว้าวอนออดอ้อน

“ไม่ได้หรอก...จะอย่างไรข้าก็ต้องกลับไป ถึงอย่างไรเราก็ต้องเอ่ยลา...”

แวว ตาเศร้าสร้อยทอแสงวูบหนึ่งยามเอ่ยคำว่าลา ทว่ามันก็ค่อยๆ จางหายไปเมื่อร่างสูงตรงหน้ายกมือของเขาขึ้นจูบอย่างทะนุถนอม แจจุงกลับมายิ้มได้เพราะความอ่อนโยนแสนละมุนละไมนั้น เช่นเดียวกับหัวใจที่กลับมาพองโตเพราะเสียงทุ้มนุ่มที่เอื้อนเอ่ยประโยคถัด มา

“ข้าจะยอมให้เราเอ่ยลากันเพียงวันนี้เท่านั้น มันจะเป็นครั้งสุดท้าย... ข้าจะไปไถ่ตัวเจ้าก่อนปาร์คยูชอน จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว แล้วจากนี้ไป...ก็จะไม่มีการเอ่ยลาระหว่างเราสองคนอีก”

“ยุนโฮ...”

“ข้าขอให้สัญญา...ด้วยเกียรติว่าที่พระราชาแห่งโชซอน”

ถ้อย คำจากสุ้มเสียงหนักแน่นทำเอาหัวใจดวงน้อยสั่นไหวด้วยความสุข แจจุงคลี่ยิ้มหวานตื้นตัน ดวงตาคู่งามคลอน้ำตาทอประกายดีใจกับคำมั่นที่อีกฝ่ายมอบให้ คำสัญญาซึ่งเขาจะขอน้อมรับไว้ด้วยความรักและความภักดีทั้งหมดที่เขามี

“ฝ่าบาท...”

“..........”

“ชีวิตของหม่อมฉันขึ้นอยู่กับความเมตตาของพระองค์แล้ว”

แม้ลมหายใจสุดท้าย...หากวันหนึ่งกาลเวลาจะพรากไป
หม่อมฉันก็จะขอถวายแก่พระองค์เพียงผู้เดียว





หลัง จากพูดคุยให้สัญญากัน สุดท้ายยุนโฮก็ยอมให้แจจุงกลับสำนักมยองวอล ร่างสูงมีรับสั่งให้ขันทีลีจัดเกี้ยวอุ่นอย่างดีเดินทางไปส่งร่างบางถึงที่ ก่อนจะเริ่มกิจวัตรประจำวันและปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบของตน องค์ชายรัชทายาทนั่งตรวจรายงานช่วงเช้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีมากเสียจนบรรดาข้ารับใช้เห็นแล้วก็พลอยสุขใจตามเจ้านายไปด้วย กระทั่งขันทีเข้ามาแจ้งว่าใต้เท้าปาร์คขอเข้าเฝ้า รอยยิ้มและร่องรอยแห่งความอิ่มเอมใจบนใบหน้าหล่อคมก็พลันเลือนหายไป และยังไม่ทันได้เอ่ยปากอนุญาต อีกฝ่ายก็ก้าวฉับๆ ผ่านประตูเข้ามา

“ถวายพระพรพะย่ะค่ะฝ่าบาท”

ยู ชอนเอ่ยเสียงห้วนตามความขุ่นมัวของอารมณ์ ร่างสูงค้อมศีรษะทำความเคารพเร็วๆ ไร้ความนอบน้อมผิดจากเมื่อก่อน เช่นเดียวกับแววตาอบอุ่นอ่อนโยนซึ่งวันนี้ไม่มีให้เห็น หลงเหลือเพียงความแข็งกร้าวยามเจ้าตัวเงยหน้าสบตากับอีกคนที่สูงกว่าด้วย ศักดิ์และอำนาจ มือแกร่งกำหมัดแน่น ยูชอนกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อบังคับตนเองไม่ให้เสียมารยาททำ กริยากราดเกรี้ยวใส่องค์ชายรัชทายาทมากไปกว่านี้

“มาหาข้าแต่เช้ามี ธุระอันใดหรือใต้เท้าปาร์ค?” ขณะที่ยุนโฮมองคนตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ซ้ำยังแกล้งถามกลับ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ายูชอนจะต้องมา รู้ถึงขั้นว่ามาเพราะสาเหตุใด

“ฝ่าบาททำเช่นนี้ได้อย่างไร!” ยูชอนถามเสียงลั่นแทนคำตอบ เวลานี้เขาใจไม่เย็นพอมายืนพูดจาอ้อมค้อมกันอีกแล้ว

“ข้าทำอะไร?” องค์ชายรัชทายาทยังคงตีหน้าซื่อให้อีกฝ่ายกำหมัดข่มความโกรธแน่นขึ้นกว่าเดิม

“คิม แจจุงคือคนรักของหม่อมฉัน! แต่เมื่อคืนนี้ฝ่าบาทกลับ...” เอ่ยแค่นั้นเสียงก็พลันขาดหาย ยูชอนไม่สามารถพูดต่อได้คล้ายความเจ็บปวดมันมีมากจนกลั่นเป็นก้อนจุกอยู่ที่ คอ อีกฝ่ายได้ฟังแล้วก็แสร้งทำหน้าตื่นตระหนก ดูตกใจเสียเหลือเกินกับความจริงที่ตนรับรู้ตั้งแต่แรก

“อะไรนะ คิมแจจุงเป็นคนรักของเจ้าอย่างนั้นหรือ?” แต่แล้วสีหน้าเสแสร้งรู้สึกผิดก็หายวับ เหลือเพียงรอยยิ้มร้ายกาจและแววตาเย็นยะเยียบขององค์ชายรัชทายาทเท่านั้น

“เป็นคนรักของเจ้าแล้วอย่างไร? ในเมื่อตอนนี้เขาคือคนของข้า แจจุงเป็นของข้าแล้ว!”

“แต่หม่อมฉันมาก่อน!”

“แน่ ใจหรือว่าตนมาก่อน เจ้ามั่นใจได้อย่างไร?” ยูชอนนิ่งไป เขาไม่สามารถหาเหตุผลมายืนยันความมั่นใจของตนเองได้ ถึงกระนั้นจะให้คิดว่าอีกฝ่ายรู้จักแจจุงก่อนก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน มันแทบไม่มีหนทางใดเลยที่จะนำพาองค์ชายรัชทายาทผู้สูงศักดิ์กับกีแซงต่ำต้อย มาพบกันได้

“บางที...หัวใจของคิมแจจุงอาจเป็นของข้าก่อนที่จะรู้จัก เจ้าเสียด้วยซ้ำ... ทว่าต่อให้เจ้ามาก่อน ต่อให้เจ้ารักคิมแจจุงมากกว่า ข้าก็ไม่สน...เพราะตอนนี้คิมแจจุงเป็นของข้าแล้วทั้งตัวและหัวใจ”

“..........”

“และข้า...คือองค์ชายรัชทายาท ดังนั้นสิ่งใดที่เป็นของข้า ของว่าที่พระราชาแห่งแผ่นดิน...ไม่ว่าใครก็อย่าบังอาจมาแตะต้อง!”

ยุ นโฮเอ่ยเสียงกร้าว เช่นเดียวกับแววตาดุดันแสดงความเป็นเจ้าของในเรียวตาคมกริบ ต่อให้คนตรงหน้าคือมิตรสหายและขุนนางคนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันเขาก็ไม่อาจ ยอมได้ เขาไม่สามารถสละคนที่เป็นดังยอดดวงใจให้เป็นของใครคนอื่นได้จริงๆ

“จำคำของข้าไว้ให้ดีใต้เท้าปาร์ค และหากหมดธุระแล้วก็ออกไปได้”

“ฝ่าบาท!...”

“ออก ไป!” เมื่อองค์ชายรัชทายาทเอ่ยไล่เสียงลั่น ผู้มีศักดิ์และอำนาจต่ำกว่าก็ไม่มีสิทธิโต้แย้งสิ่งใดอีก ยูชอนทำได้เพียงกัดฟันน้อมรับคำสั่ง เขาค้อมศีรษะทำความเคารพแล้วเดินจากมาพร้อมมือสองข้างที่กำแน่นจนเล็บจิกผิว เนื้อ หากอีกฝ่ายเป็นคนธรรมดาเขาคงพุ่งเข้าปล่อยหมัดใส่หน้าให้หายเจ็บแค้นกันไป ข้าง ทว่านี่คือชองยุนโฮ...ว่าที่พระราชาแห่งโชซอน

ขนาดของๆ พระองค์ยังไม่สามารถแตะต้องได้ แล้วจะมีใครอาจหาญ กล้าแตะต้ององค์รัชทายาทได้หรือ?




ยู ชอนไม่เชื่อว่าคนที่เขารักรักใครอีกคน ร่างสูงไม่ฟังคำพูดของยุนโฮและมุ่งหน้าไปหาแจจุงที่สำนักมยองวอลเพื่อขอโทษ กับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ยูชอนคิดว่าทั้งหมดคือความผิดของเขา เป็นเขาเองที่พาแจจุงไปให้ชายอื่นย่ำยี ร่างบอบบางแสนบริสุทธิ์ที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมานานปีต้องแปดเปื้อนเพราะความโง่ เขลาของปาร์คยูชอนคนนี้เอง

กระทั่งร่างสูงพาหัวใจที่อัดแน่นด้วยความ รู้สึกผิดมาถึงสำนักกีแซง ยูชอนโชคดีเจอกับจุนซูพอดี ทั้งสองคนทักทายกันไม่กี่คำเพราะต่างฝ่ายต่างมีเรื่องในใจ คนหนึ่งร้อนรนกระวนกระวาย อีกคนห่วงใยความรู้สึกของคนตรงหน้าจนแววตาพลอยหมองเศร้า ทว่ายูชอนกลับมองไม่เห็นสายตาเปี่ยมความหมายของจุนซู...ในใจของเขาคำนึงถึง แจจุงแต่เพียงเท่านั้น ก่อนเด็กหนุ่มร่างเล็กจะอาสาไปตามพี่ชายมาให้

ยืน รอไม่นานแจจุงก็เดินออกมา ร่างบางระหงค้อมศีรษะให้ใต้เท้าหนุ่มเล็กน้อย ก่อนจะนำอีกฝ่ายไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสำนักที่ค่อนข้างสงบและปลอดคนเพื่อ พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ดวงหน้าหวานเรียบเฉยจนแทบไร้ความรู้สึก เฉกเช่นดวงตาสีรัตติกาลคู่งามที่ว่างเปล่า ไร้ประกายหวานเชื่อมละมุนละไมเหมือนอย่างเคย พอคิดว่าแจจุงกำลังโกรธเรื่องเมื่อคืน ความรู้สึกผิดในใจก็เพิ่มมากขึ้น

“แจจุง...ข้าขอโทษ”

ร่าง สูงเอื้อมคว้ามือบาง แววตาเว้าวอนถูกส่งไปหวังเพียงอีกฝ่ายยอมให้อภัย แต่แจจุงกลับเมินเฉยสายตาของยูชอนด้วยการก้มหน้ามองมือแกร่งที่กอบกุมมือของ ตนอยู่ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่คนมองไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเจ้าของมันกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไร

“ท่านขอโทษข้าเรื่องใดหรือใต้เท้า”

“ข้า...เอ่อ ...เรื่องเมื่อคืน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน...ข้าขอโทษ...” ยูชอนอ้ำอึ้งตอบไม่เต็มเสียง มันยากลำบากเหลือเกินที่จะพูดเรื่องพรรค์นี้ออกมา ผิดกับแจจุงที่แม้ฟังคำตอบแล้วก็ยังยิ้มได้

“ท่านไม่จำเป็นต้องขอโทษ”

“แต่ ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า...ข้าโง่เขลา มองโลกในแง่ดีเกินไป ข้าเชื่อใจองค์ชายรัชทายาทมากเกินไป จนทำให้เจ้า... แต่ช่างเถิด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ข้ายังคงรักและยินดีรับเจ้าไปอยู่กับข้าที่ตระกูลปาร์คเหมือนเช่นเคย”

ความ จริงใจและความรักมั่นคงของยูชอนถูกถ่ายทอดออกมาทั้งคำพูดและแววตา หากเป็นหญิงอื่นได้ยินแล้วหัวใจคงพองโต มีความสุขแทบล้นอก ทว่าเมื่อเป็นแจจุง เขากลับนิ่งเฉย ร่างบางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือของตนออกจากการเกาะกุมของคนตรงหน้า

“ใต้เท้า...ข้าคงไปอยู่กับท่านไม่ได้แล้ว”

“ทำไมเล่า! ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าข้าไม่สนใจว่าที่ผ่านมาเจ้าจะเป็นของใคร ขอแค่ต่อจากนี้ไปเจ้าเป็นของข้า”

“เหตุ ที่ข้าไปอยู่กับท่านไม่ได้...หาใช่เพียงเพราะร่างกายเป็นขององค์ชายรัชทายาท ไปแล้ว แต่หัวใจของข้า...ก็เป็นของพระองค์ไปแล้วด้วยเช่นกัน”

สิ้น เสียงทุ้มหวานราบเรียบ คนฟังก็ยืนนิ่งราวกับไม่เชื่อหู คล้ายกับการรับรู้หยุดชะงัก สายลมอุ่นยามสายที่พัดต้องกายไม่อาจช่วยให้ใจเย็นลง เช่นเดียวกับแสงแดดอ่อนที่ร้อนรุ่มไม่เท่าไฟในอกของยูชอนเวลานี้ ก่อนร่างสูงจะแค่นยิ้มเหยียด สายตาดูหมิ่นระคนเจ็บแค้นจับจ้องร่างบางระหง มองราวกับแจจุงคือคนแปลกหน้า เป็นคิมแจจุงที่เขาไม่เคยรู้จัก

“ข้าเคยคิดว่าเจ้าไม่เหมือนคนอื่น...แต่ความจริงแล้วเจ้าก็โลภมาก ทะเยอะทะยาน ใฝ่สูง...ไม่ต่างจากกีแซงพวกนั้นเลยสักนิด!”

“..........”

“ข้า เป็นแค่ขุนนาง...คงไม่สามารถอาจหาญไปสู้กับว่าที่พระราชาแห่งโชซอน และที่เจ้าเปลี่ยนใจจากข้า...ก็เพราะอีกฝ่ายคือองค์ชายรัชทายาทเช่นนั้น สินะ!”

“หากท่านคิดเช่นนั้นแล้วสบายใจก็ตามแต่ใจท่านเถิด...” เสียงหวานเอ่ยตอบ พลางคลี่ยิ้มเศร้า

“หากโยนความโกรธและความเกลียดชัดมาให้ข้าแล้วจะสามารถชดใช้ทุกสิ่งได้...ข้าก็ยินดี”

ข้ายอม...เพื่อแลกกับการปลดโซ่พันธนาการที่เชื่อมระหว่างข้าและท่านไว้

“แต่ ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ หากท่านยังจำผ้าเช็ดหน้าสีขาวลายมังกรผืนนั้นได้...องค์ชายรัชทายาทคือเจ้า ของมัน และพระองค์คือคนที่มอบมันให้กับข้า...”

แล้วภาพเหตุการณ์วัน วานก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว ยูชอนนึกถึงตอนที่เขาเคยถามแจจุงเกี่ยวกับเช็ดหน้าผืนหนึ่ง มันเป็นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตาปักลวดลายมังกรสีทองดูสูงค่า แจจุงรักและหวงผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมากจนน่าสงสัยว่าแขกคนใดเป็นผู้ให้มา แต่กีแซงคนงามกลับเล่าให้ฟังว่าได้มันมาจากเด็กชายคนหนึ่งที่เคยช่วยชีวิตตน ไว้เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว และกำลังใจจากเด็กชายคนนั้นก็ทำให้แจจุงยืนหยัดสู้ชีวิตจนถึงทุกวันนี้

“พระองค์คือผู้ที่อยู่ในหัวใจและความทรงจำของข้ามาตลอดเจ็ดปี”

เวลา นี้ยูชอนไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดรอยยิ้มของแจจุงจึงหวานนักยามเอ่ยถึงเจ้าของ ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น เฉกเช่นดวงตาสีรัตติกาลคู่งามที่ทอประกายอ่อนโยนละมุนละไมคล้ายมองเห็นคนใน ความทรงจำปรากฏกายอยู่ตรงหน้า เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดองค์ชายรัชทายาทจึงตรัสราวกับตนคือผู้ที่มาก่อน ใช่...พระองค์มาก่อนจริงๆ ชองยุนโฮช่วงชิงหัวใจของคิมแจจุงไปได้ก่อนยูชอนคนนี้ถึงเจ็ดปี

“แล้วที่ผ่านมา...ระหว่างเราคืออะไรเล่า เจ้าไม่เคยรักข้าเลยอย่างนั้นหรือ...”

สุ้ม เสียงรวดร้าวถามคำถามที่ทำเอาคนตอบนิ่งงัน ดวงตาคู่สวยไหววูบด้วยความสงสารและรู้สึกผิด แต่แจจุงตัดสินใจแล้ว เขาจะใจอ่อนไม่ได้ เขาจำเป็นต้องใจร้ายเพื่อให้อีกฝ่ายตัดใจได้เร็วขึ้น หากปล่อยให้ความสัมพันธ์และความรู้สึกคาราคาซัง นานวันเข้าบาดแผลก็จะยิ่งฝังรากลึกจนยากเกินเยียวยา และสุดท้ายคนที่ต้องเจ็บปวดที่สุดก็คือตัวยูชอนเอง

“ตลอดเวลาที่เรา สองรู้จักกัน ท่านเคยได้ยินข้าเอ่ยคำว่ารักกับท่านสักคำหรือไม่...” ยูชอนคล้ายได้ยินเสียงกระซิบของตนดังตอบว่า...ไม่...

“ใช่แล้ว...ข้าไม่เคยเอ่ยคำว่ารักกับท่านเลย ไม่เคยพูดและไม่เคยรัก...แม้แต่นิดเดียว...”

เสียง ทุ้มหวานที่ก่อนเคยรื่นหูน่าฟัง ยามนี้เปรียบดังคมมีดนับพันเล่มที่ตรงเข้าเชือดเฉือนหัวใจของยูชอนออกเป็น ชิ้นๆ ร่างสูงพยายามมองลึกเข้าไปในดวงตาของร่างบางตรงหน้าเพื่อค้นหาความห่วงหา อาทรและความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กัน ทว่าสิ่งที่พบกลับมีแต่ความว่างเปล่า นัยน์ตากลมโตสีรัตติกาลเรียบเฉยแทบไร้ความรู้สึก ไม่มี ไม่หลงเหลือ...แม้แต่เยื่อใย

“ข้าขอโทษและขอบคุณสำหรับทุกอย่าง...ใต้เท้า” เอ่ยแค่นั้น ก่อนแจจุงจะค้อมศีรษะให้แล้วหมุนตัวกลับเข้าหอกีแซงไป

ทิ้ง ให้ยูชอนยืนนิ่งเดียวดายอยู่ที่เดิมกับความรู้สึกราวกับโลกทั้งใบได้พังลง ตรงหน้า จบสิ้นแล้วความรักอันแสนหวานที่เขาเคยวาดฝันว่ามันมีอยู่จริง ความปวดร้าวแสนสาหัสที่อัดแน่นในอกกลั่นเป็นหยดน้ำตาลูกผู้ชาย ยูชอนกำลังร้องไห้ให้กับหัวใจของตนที่แตกสลาย หมดแล้วซึ่งเรี่ยวแรงจะยืนต่อได้ ร่างสูงถึงกับทรุดกายฮวบลงกับพื้น ไม่ต่างจากใบไม้แห้งเหี่ยวไร้ชีวิตที่โรยรา

จุนซูซึ่งยืนแอบฟังและ รับรู้ทุกอย่างตั้งแต่ต้นทนมองต่อไปไม่ไหว เด็กหนุ่มร่างเล็กก้าวออกจากมุมตึกที่ตนซ่อนอยู่เข้ามาหา เสียงใสสั่นเครือเอ่ยเรียกอีกฝ่าย สองมือพยายามช่วยประคับประคองให้ลุกขึ้นยืน แต่แล้วความหวังดีของจุนซูกลับถูกยูชอนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ร่างสูงปัดมือเล็กออกเต็มแรงราวกับรังเกียจ แม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ต้องการให้แตะต้อง

“อย่ามาถูกตัวข้า!” ตะคอกเสียงลั่นให้อีกคนใจหล่นร่วงลงพื้น ก่อนจะลุกขึ้นยืนและจ้องมองเด็กหนุ่มร่างเล็กตรงหน้าด้วยสายตาเกลียดชัง

“เจ้าคงรู้อยู่แล้วสินะว่าพี่ของเจ้าไม่เคยรักข้าเลย...เจ้าเองก็คงเห็นข้าเป็นไอ้คนโง่งมมาตลอดเช่นกันสินะ!”

สิ้น เสียง ร่างสูงก็เดินจากไปอย่างกราดเกรี้ยว ก่อนเป็นจุนซูที่ถูกทอดทิ้งให้ต้องยืนเดียวดาย ความเย็นชาที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ทำเอาหัวใจเหมือนถูกบีบ เด็กหนุ่มร่างเล็กยืนร้องไห้ขณะมองตามแผ่นหลังกว้างที่ห่างไกลออกไป เสียงสะอื้นเริ่มดังให้ได้ยิน แต่ต่อให้ดังกว่านี้...ยูชอนก็คงไม่รับฟัง

ทว่า จุนซูไม่ได้เสียใจที่ถูกเข้าใจผิด ไม่เคยคิดปฏิเสธความโกรธหรือความเกลียดชังที่ถูกอีกฝ่ายยัดเยียดให้ แต่ที่เจ็บปวดราวกับหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ คล้ายหัวใจจะแตกสลายตามไปด้วย เป็นเพราะหยาดน้ำตาและแววตาปวดร้าวแสนสาหัสของปาร์คยูชอนต่างหาก

หากหัวใจเปี่ยมรักที่มีต่อพี่แจจุงทำให้ท่านเจ็บเจียนตาย เช่นนั้นแล้ว...
จงมอบหัวใจที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของท่าน...ให้คิมจุนซูคนนี้ดูแลเถิด


 
 
 
 
 
 
 
 
To Be Continue







 
 
 
 
 
 
 
พาร์ทนี้มาแบบสั้นๆ กะทัดรัด แต่ได้ใจความเนาะ ฮ่าๆๆ

เป็นอะไรที่รักสี่เส้าเราสี่คนมากๆ พยายามแต่งให้เห็นมุมมองของทั้งสี่คน
จากพาร์ทที่แล้วมีแต่คนสงสารพี่ป๊าก โถๆๆ โถววววววววววว
นางก็น่าสงสารจริงนะ แต่เราว่าในความคิดเราคนที่น่าสงสารที่สุดคือจุนซู
อย่างพาร์ทนี้นางออกมานิดเดียว แต่เรารู้สึกว่านางน่าเห็นใจสุดเลย
เป็นตัวละครที่ชอบมาก นางรักของนาง แต่ความรักนางไม่มีใครรู้เห็น
ทำได้แค่เก็บความรู้สึกเอาไว้ แล้วก็ยืนมองคนที่ตัวเองรักเจ็บปวด
เฮ้อออ แต่งไปก็เอ็นดูนางไป

แล้วเจอกันใหม่พาร์ทหน้านะคะ Smile
ปล. อย่าลืมแวะเวียนไปเม้ามอยกันในแท็ก #ฟิคกีแซง เน้อออ


Contact on twitter @WilyRover
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet