[FIC] -- G I S A E N G -- [YunJae][ตอนที่ ๑๐]

posted on 20 Nov 2014 21:26 by wilyrover in FICTION
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title :: G I S A E N G (กีแซง)
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Drama
Author’s Note :: คิมจุนซูผู้น่าสงสาร
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 











 
 
 
 
 
- 10 -



 
 
 
 
 
เสียงทอดถอนใจเคร่งเครียดดังก้องภายในห้องทรงหนังสือ รายงานที่อ่านไปได้แค่ครึ่งฉบับถูกวางลงเนื่องจากคนที่ต้องอ่านมันไม่มี สมาธิอ่านต่อ ยุนโฮนั่งตรวจรายงานด้วยใจที่ไม่สงบเท่าไรนักหลังไล่ยูชอนออกไปแล้ว แม้จะย้ำกับตนเองสักกี่ครั้งว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง แต่แววตาเจ็บแค้นระคนเจ็บปวดของสหายที่เติบโตมาด้วยกันกลับวนเวียนรบกวนจิต ใจของเขา

องค์ชายรัชทายาทไม่อยากยอมรับว่าตนกำลังรู้สึกผิด แม้เป็นฝ่ายมาก่อนและได้ครอบครองหัวใจของแจจุง ทว่ายุนโฮก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการกระทำและคำพูดของเขาค่อนข้างโหดร้ายกับ ความรู้สึกของขุนนางคนสนิทอยู่ไม่น้อย แต่เอาเถิด เพื่อให้ได้แจจุงมาเคียงข้างไม่ว่าวิธีใดเขาก็ต้องทำ และไม่ว่าจะทำให้ใครต้องเจ็บปวดสักเท่าไร แต่เพื่อรักษาคำว่าตลอดไปนี้ที่เพิ่งเริ่มต้นไว้...ยุนโฮไม่มีทางเลือก

ระหว่าง นั้นเองที่ขันทีลีเข้ามารายงานว่าพระมเหสีฮีบินมีรับสั่งเชิญยุนโฮไปพบที่ ตำหนัก ฟังแล้วองค์ชายรัชทายาทก็ระบายลมหายใจหนักอึ้งอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววเคร่งเครียด เฉกเช่นเรียวตาคมที่ปรากฏความกังวลชัดเจน ต่อให้ไม่มีใครบอกแต่ยุนโฮก็พอรู้ว่าเสด็จแม่ต้องการพบตนด้วยสาเหตุใด

ร่าง สูงออกจากตำหนักรัชทายาทมุ่งหน้าสู่ตำหนักพระมเหสี เมื่อเดินทางไปถึง ฮันซังกุงซึ่งเป็นซังกุงคนสนิทของพระมารดายืนรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว นางแจ้งว่าพระมเหสีกำลังรอพบ ก่อนจะเชิญองค์ชายรัชทายาทเข้าไปด้านใน

“องค์ชายรัชทายาทเสด็จมาถึงแล้วเพคะ”

สิ้น เสียงรายงานของฮันซังกุง หญิงงามวัยสี่สิบต้นๆ ในชุดเต็มพระยศดูงดงามหรูหราสมฐานะคู่ชีวิตของผู้ครองบังลังก์แห่งโชซอนก็ เงยหน้าขึ้นจากกาน้ำชาที่ตนกำลังชงอยู่ พระมเหสีคลี่ยิ้มอ่อนโยนทักทาย ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับหาได้ช่วยบรรเทาความหนักอึ้งในหัวใจของลูกชายให้ลดลงไม่ ก่อนยุนโฮจะค้อมศีรษะทำความเคารพตามมารยาทที่บุตรพึงกระทำ

“นั่ง ก่อนสิรัชทายาท” ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงตามรับสั่ง เบื้องหน้าระหว่างเขากับพระมารดาคือชุดน้ำชาทำจากหยกเนื้อดี อันประกอบด้วยกาน้ำชาและถ้วยชาอีกสองใบราวกับเตรียมไว้สำหรับเราสองคนแม่ลูก เพียงเท่านั้น กลิ่นชาชั้นเลิศหอมละมุนเตะจมูก ทว่าในยามที่จิตใจเปี่ยมด้วยความกังวล ยุนโฮกลับรู้สึกว่ากลิ่นหอมนั้นช่างน่ารำคาญและชวนปวดหัวเสียมากกว่า

“แม่ ได้ชาผู่เอ๋อมาจากเมืองจีน รสชาติดีเหลือเกิน” ใบหน้างดงามสมวัยยังคงแย้มยิ้มยามเอ่ยถึงเครื่องดื่มที่โปรดปราน พระมเหสีฮีบินบรรจงรินน้ำชา ก่อนจะยกถ้วยยื่นส่งให้บุตรชายผู้เปรียบดังทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคนเป็น แม่อย่างนาง

“ลองชิมดู”

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะเสด็จแม่” พระมเหสีฮีบินยิ้มรับแล้วจึงรินน้ำชาใส่ถ้วยสำหรับตนเองบ้าง สองแม่ลูกดื่มด่ำกับรสกลมกล่อมของชาชั้นเยี่ยมโดยไร้คำพูดใดๆ กระทั่งเป็นยุนโฮที่วางถ้วยชาลงและเริ่มบทสนทนาขึ้นก่อน

“เสด็จแม่มีรับสั่งให้ลูกเข้าเฝ้าแต่เช้าเช่นนี้ ทรงมีเรื่องอันใดหรือพะย่ะค่ะ”

“ความ จริงไม่มีสิ่งใดหรอก เพียงแต่วันก่อนขุนนางคิมพาหลานชายวัยย่างสามขวบมาเข้าเฝ้า หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก เห็นแล้วแม่ก็นึกสงสัยว่าเมื่อใดรัชทายาทกับพระชายาจะมีหลานให้เรียกแม่ว่า เสด็จย่าเสียที”

“..........”

“พวกเจ้าแต่งงานกันมาเกือบปีแล้ว แม่ว่า...มันถึงเวลาที่เจ้าจะต้องมีทายาทได้แล้วเพื่อความมั่นคงของราชวงศ์”

ยุ นโฮนิ่งไปอย่างแปลกใจ เขาเข้าใจมาตลอดว่าที่เสด็จแม่เรียกพบเป็นเพราะเรื่องของแจจุง นึกไม่ถึงว่าจะพูดเรื่องนี้ เขาไม่ทันคาดคิด ไม่ทันได้เตรียมคำตอบหรือแม้กระทั่งเตรียมใจกับคำถามที่ว่าด้วยซ้ำ

เขา ควรตอบอย่างไรเพื่อถนอมน้ำใจพระมารดาและรักษาหน้าพระชายาของตน จะบอกได้หรือว่าตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาเขากับพระชายาร่วมห้องกันแทบ นับครั้งได้ แม้นางจะมีหน้าตาผิวพรรณสะสวย กิริยามารยาทอ่อนช้อย แต่ยุนโฮก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ เหตุที่เขายอมแต่งงานด้วยและยกตำแหน่งพระชายาองค์ชายรัชทายาทให้เพราะเสด็จ พ่อและเสด็จแม่เห็นว่านางคู่ควรเหมาะสม เป็นถึงบุตรสาวขุนนางใหญ่ที่จะช่วยวางรากฐานอำนาจของเขาให้มั่นคงต่อไปได้ใน อนาคตต่างหาก

“ลูกขอพระราชทานอภัยที่ทำให้เสด็จแม่ทรงเป็นกังวล แต่พระราชกรณียะกิจที่ลูกต้องช่วยเสด็จพ่อแบ่งเบานั้นมากมายนัก ลูกจึงไม่ค่อยมีเวลา...”

“อย่างนั้นหรือ” ยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค เสียงหวานราบเรียบของพระมเหสีฮีบินก็ดังขึ้น รอยยิ้มบนดวงหน้าสวยเลือนหายไปหลงเหลือเพียงความเฉยชากับแววตาที่แสดงออก ชัดเจนว่ากำลังตำหนิติเตียนพระโอรสของตน

“เจ้าไม่มีเวลาให้พระชายาของเจ้า แต่กลับมีเวลาให้กีแซงเช่นคิมแจจุงอย่างนั้นหรือรัชทายาท?”

ใน ที่สุดพระมเหสีฮีบินก็เข้าประเด็น สองมือเรียวสวยที่ดูบอบบางแต่กลับสามารถเลี้ยงดูปกป้องลูกหนึ่งคนจนเติบใหญ่ ได้เป็นถึงองค์ชายรัชทายาทประคองถ้วยชาวางลงบนโต๊ะ ดวงตาคู่งามทอแสงเรืองอำนาจเหนือหญิงทุกนางในแผ่นดินสบประสานกับเรียวตาคม ของเด็กหนุ่มตรงหน้า คนเป็นแม่มองเห็นความกังวลในแววตาของลูก แต่ยุนโฮไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกกับคำพูดของนางเท่าไรนัก ดูท่าองค์ชายรัชทายาทคงรู้ตัวก่อนแล้วว่าตนถูกเรียกพบด้วยเรื่องใด

“บุตร สาวเหล่าขุนนางชั้นสูงที่รูปร่างหน้าตาสะสวยมีมากมาย ขอเพียงเอ่ยปากพวกนางล้วนยินดีมอบความสุขให้แก่เจ้า...แม่ไม่เข้าใจว่าเหตุ ใดจึงต้องเป็นคิมแจจุง”

“ลูกพอใจนาง”

ยุนโฮให้เหตุผลสั้นๆ แม้ไม่อาจพูดได้ว่ารัก ไม่อาจบอกได้ว่าต่างฝ่ายต่างเป็นคนในความทรงจำของกันและกันมาตลอดเจ็ดปี ทว่าน้ำเสียงที่ใช้เอื้อนเอ่ยก็หนักแน่นมั่นคงพอให้ผู้เป็นแม่ต้องนิ่งรับ ฟัง พระมเหสีฮีบินมองลึกเข้าไปในเรียวตาคมของลูกชาย ความรู้สึกบางอย่างกำลังบอกนางว่า ‘พอใจ’ ขององค์ชายรัชทายาทหาใช่ความหลงใหลชั่ววูบที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

ทว่า สุดท้ายแล้ว เมื่อพระโอรสไม่ยอมชี้แจงสิ่งใดมากไปกว่านี้ พระมเหสีฮีบินก็ได้แต่ทอดถอนใจ ยุนโฮเป็นรัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบอย่างที่บุพการี หมายมั่น อาจมีดื้อบ้าง ซนบ้างตามประสาเด็กผู้ชาย แต่ก็ไม่เคยเหลวไหลออกนอกลู่นอกทางให้นางกับพระราชาผู้เป็นบิดาต้องกังวล เขาเป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อแม่มาตลอด และครั้งนี้...พระมเหสีฮีบินก็หวังว่ายุนโฮจะเชื่อฟังนางดังเช่นทุกครั้งที่ ผ่านมา

“ขออย่าให้ความพอใจของเจ้ามีมากจนทำให้แม่ต้องหนักใจก็แล้ว กัน...” องค์ชายรัชทายาทนั่งนิ่งรับฟังคำเตือนของพระมารดา เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ แม้ใจจะเปี่ยมด้วยความกังวล แต่ร่างสูงก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกปิดสีหน้าเคร่งเครียดของตนไว้ และดูเหมือนว่าคนที่ต้องมีเรื่องหนักใจจะไม่ใช่แค่พระมเหสีฮีบินเสียแล้ว




สาย ลมเย็นยามค่ำคืนที่พัดต้องกายไม่ช่วยดับความร้อนรุ่มในใจให้เย็นลง เด็กหนุ่มร่างเล็กยืนหันว้ายหันขวาท่ามกลางความมืดอยู่ข้างกำแพงบ้านตระกูล ขุนนางใหญ่ สีหน้าเจ็บปวดและแววตารวดร้าวของบุตรชายนั้นยังคงวนเวียนฉายชัดในหัว รบกวนจิตใจจนไม่สามารถทนนั่งเฉยอยู่ได้ แต่เมื่อมาถึงบ้านเขาแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป จะเรียกใครมาถามไถ่ก็ไม่กล้า ได้แต่ชะเง้อคอมองหาเผื่อจะพบคนที่ทำให้ห่วงใยไม่เป็นอันหลับนอน

“มายืนลับๆ ล่อๆ ทำไมแถวนี่น่ะเจ้าหนุ่ม”

จุน ซูถึงกับสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง หันไปก็พบกับหนึ่งในพ่อบ้านประจำตระกูลปาร์ค เขาไม่ใช่พ่อบ้านใหญ่ที่คอยรับใช้ใกล้ชิดท่านมหาเสนา ทว่าก็เป็นคนสนิทของยูชอนที่มักติดตามเจ้านายไปยังสำนักมยองวอลเสมอ

“อ้าว...เจ้าคือเด็กรับใช้ที่สำนักกีแซงนี่นา” ชายสูงวัยตรงหน้าเองก็จำจุนซูได้เช่นกัน

“ขอรับ”

“มาถึงที่นี่มีธุระอะไรหรือ?”

“คือ...เอ่อ...ข้า...ข้ามาขอพบใต้เท้าปาร์คขอรับ”

อ้ำอึ้ง อยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจุนซูก็ตัดสินใจเอ่ยออกไป แรกเริ่มเขายังลังเล แต่มาคิดอีกทีไหนๆ ก็ดั้นด้นมาถึงที่นี่แล้ว หากไม่ดูให้เห็นกับตาว่าคนที่ห่วงใยไม่เป็นไร คืนนี้เขาคงไม่สามารถข่มตานอนหลับลงได้ เด็กหนุ่มคิดว่าในเมื่อพ่อบ้านประจำตระกูลปาร์คจำเขาได้เช่นนี้ทุกอย่างคงจะ ง่ายขึ้น แต่เปล่าเลย ชายสูงวัยกลับมีสีหน้าลำบากใจราวกับเรื่องที่เขาร้องขอเป็นเรื่องยากลำบาก เหลือเกิน

“คืนนี้คุณชายคงไม่สะดวกให้เจ้าเข้าพบหรอก ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่เถิดนะ”

จุน ซูยืนนิ่งรับฟัง ดวงตาเรียวมองพิจารณาข้าวของในมือคนตรงหน้า ไหเหล้าสี่ห้าไหถูกหอบหิ้วมาอย่างทุลักทุเล เห็นแค่นี้ก็พอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคุณชายตระกูลปาร์คจึงไม่สะดวกให้เขาเข้า พบ ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งเป็นห่วง

“ทั้งหมดนั่น...ของใต้เท้าปาร์คหรือขอรับ?” ถามจบก็ได้ยินเสียงทอดถอนใจดังนำมาก่อนได้คำตอบ ชายสูงวัยพยักหน้าหนักใจรับเบาๆ

“ไม่ รู้ว่าคุณชายทุกข์ใจเรื่องใด...เอาแต่ดื่มเหล้าเมามายตั้งแต่บ่ายจนเหล้าหมด ไปหลายรอบ คนอื่นซื้อหาให้ก็ไม่ถูกใจ ข้าจึงต้องออกมาซื้อเอง”

“ถ้าเช่นนั้น...ให้ข้าช่วยถือของเข้าไปด้านในนะขอรับ”

“จะดีหรือ?”

“ให้ ช้าช่วยเถิดขอรับ ข้าแค่อยากพบหน้าและพูดคุยกับใต้เท้าปาร์คเพียงสองสามคำเท่านั้น...” ท้ายที่สุด พ่อบ้านตระกูลปาร์คก็ใจอ่อนต่อสายตาอ้อนวอนร้องขอของเด็กหนุ่มรุ่นลูกรุ่น หลาน เขาตัดใจแบ่งไหเหล้าให้อีกฝ่ายช่วยถือ ก่อนจะเดินนำเข้าบ้านไป

จุน ซูเดินตามผู้อาวุโสกว่าเงียบๆ พลางกวาดมองโดยรอบ ภายในบ้านตระกูลปาร์คดูหรูหราสมฐานะท่านมหาเสนาอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เขารู้ตำแหน่งแห่งที่ก็จริงแต่ไม่เคยได้เหยียบเข้ามาด้านใน พี่แจจุงเองก็ไม่เคย จะว่าไปก็เกือบแล้ว...อีกแค่นิดเดียวพี่ชายของเขาก็จะได้เข้ามาอยู่ในบ้าน หลังนี้แล้ว แต่เพียงชั่วข้ามคืนทุกสิ่งก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตอกย้ำความจริงที่ว่าอนาคตคือสิ่งไม่แน่นอน

กระทั่งสองขาพาร่างเจ้า นายมาถึงยังห้องๆ หนึ่ง จุนซูพอเดาได้ว่ามันคือห้องของยูชอน ทันทีที่พ่อบ้านสูงวัยเปิดประตูห้อง กลิ่นเหล้าเหม็นคละคลุ้งก็โชยมาเตะจมูก ฉุนเสียจนอยากเบือนหน้าหนี แต่เมื่อเห็นสภาพร่างสูงที่นั่งคอพับคออ่อนกอดไหเหล้าอยู่ด้านใน จุนซูก็ไม่สามารถละสายตาปวดร้าวเปี่ยมความห่วงใยไปจากชายคนนั้นได้

“มา แล้วขอรับคุณชาย” สิ้นเสียงพ่อบ้าน คนเมาก็เงยหน้าขึ้นมอง และเมื่อเห็นว่าใครเดินตามคนของตนเข้ามา ดวงตาฉ่ำเยิ้มฤทธิ์เหล้าก็แข็งกร้าวขึ้นทันใด

“เจ้ามาที่นี่ทำไม! หรืออยากจะมาดู...ว่าข้าเจ็บปวดจนขาดใจตายไปแล้วหรือยัง!”

“คุณ ชาย!...” ได้ยินเจ้านายตวาดเสียงลั่น พ่อบ้านคนเก่าคนแก่ก็ตกใจ หากแต่จุนซูกลับคลี่ยิ้มบอกว่าไม่เป็นไรและขอเวลาพูดคุยกับยูชอนตามลำพัง เพียงสองคน ชายสูงวัยยืนลังเล กระทั่งเสียงทุ้มต่ำติดรำคาญใจดังลั่นขึ้นมาอีกครั้ง

“เอาเหล้าวางไว้แล้วออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”

“ท่านออก ไปก่อนเถิดขอรับ ข้าขอเวลาไม่นานแล้วจะรีบตามออกไป” จุนซูเอ่ยอย่างใจเย็น แสร้งยิ้มให้อีกฝ่ายวางใจว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไรจริงๆ และเมื่อเด็กหนุ่มร่างเล็กพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง ผู้อาวุโสกว่าก็วางไหเหล้าลงแล้วออกจากห้องไป

“เจ้าฟังภาษาคนไม่รู้ เรื่องหรืออย่างไร ข้าบอกให้ออกไปไงเล่า!” ตวาดไล่เสียงดังก่อนจะขวาเหล้าไหใหม่ขึ้นมากรอกลงปาก ยูชอนกระดกของเหลวกลิ่นฉุนพรวดทีเดียวจนสำลัก เห็นแล้วจุนซูก็ตกใจรุดเข้าไปนั่งข้างๆ คอยลูบหลังลูบไหล่จนร่างสูงค่อยยังชั่วขึ้น

“หยุดดื่มเถิดขอรับใต้เท้า ท่านเมามากแล้ว”

“ไม่ ต้องมายุ่งเรื่องของข้า!” ยูชอนปัดมือเล็กออกอย่างไม่ไยดี เขาไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีสีหน้าหรือแววตาอย่างไร เขาไม่รับรู้และสัมผัสไม่ได้ถึงความห่วงใยมากมายที่จุนซูพยายามส่งผ่านมาถึง ร่างสูงคิดแต่เพียงว่าคิมจุนซูคือน้องชายของคิมแจจุง...คนที่ทำให้เขาเจ็บ ปวดแทบเจียนตาย

“ไม่ยุ่งไม่ได้หรอกขอรับ...หากท่านเดิมมากกว่านี้ ร่างกายจะไม่ไหวเอานะขอรับใต้เท้า”

“แล้วไม่ดีหรือ? ข้าตายไปจะได้สมใจพี่ของเจ้า เขาจะได้ครองรักกับคนที่เขารักอย่างมีความสุขเช่นไรเล่า!”

“ใต้เท้า...ท่านอย่าพูดเช่นนี้ อย่าทำแบบนี้เลย...”

จุน ซูอ้อนวอนเสียงเครือ รู้สึกใจหล่นวูบยามอีกฝ่ายเอ่ยถึงความตาย ถ้าหากคืนนี้เขาไม่มาที่นี่แล้วคนตรงหน้าคิดสั้นทำเรื่องเลวร้ายลงไปจะเป็น อย่างไร คิมจุนซูคนนี้จะมีชีวิตอยู่กับความทุกข์ระทมต่อไปได้หรือถ้าไม่มีปาร์คยูชอน บนโลกใบนี้

“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร...” ขณะที่อีกคนย้อนถามเสียงเศร้า ดวงตาสีเข้มทอแสงหม่นอย่างปวดร้าว หากร้องไห้ได้ยูชอนคงร้องไปแล้ว แต่ราวกับความเจ็บปวดมันกลั่นเป็นก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอ แค่จะเอื้อนเอ่ยคำพูดใดยังลำบาก

“พี่ของเจ้าหลอกให้ข้ารัก ลวงให้ข้าหลง...ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกัน แต่สุดท้าย...พี่ของเจ้าก็ทอดทิ้งข้าไป...”

“..........”

“เจ้าไม่รู้หรอกว่ามันจำปวดเพียงไหน...ข้าทรมานแทบตายทั้งเป็นอยู่แล้ว!”

เหตุใดข้าจะไม่รู้... จุนซูนึกตอบในใจ เวลานี้หัวใจของเขาปวดหนึบยิ่งกว่าถูกบีบ คล้ายมันกำลังจะแตกสลายตามหัวใจของคนตรงหน้า เขาทั้งสงสาร ทั้งเห็นใจ ว่ายูชอนเจ็บแล้วแต่เขานี่สิที่เจ็บกว่า เจ็บเหลือเกินที่ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีหนทางใดที่จะช่วยแบ่งเบาความทุกข์เศร้าในใจของอีกฝ่ายได้เลย

“พี่ ของเจ้าทรยศความรักของข้า... คอยดูเถิด ข้าจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าคิมแจจุงคือบุรุษ! ถึงตอนนั้นต่อให้รักมากแค่ไหน เขากับองค์ชายรัชทายาทก็จะไม่มีวันสมหวัง!”

“ใต้เท้า!” คนเป็นน้องร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก เมื่อสิ่งที่หวาดหวั่นกำลังคืบคลานเข้ามาหาพี่ชายของตน จุนซูรีบส่ายหน้า อ้อนวอนอีกฝ่ายผ่านสายตา ทว่าความกราดเกรี้ยวเจ็บแค้นในดวงตาสีเข้มกลับไม่อ่อนแสงลงแม้แต่นิด

“ได้ โปรดใต้เท้า อย่าทำเช่นนั้น... หากมีคนอื่นรู้เข้าว่าเขาเป็นชายปลอมตัวมา พี่แจจุงจะต้องแย่แน่ ท่านจะด่าทอ จะตี หรือจะทำอย่างไรกับข้าก็ได้แต่อย่าเปิดเผยความลับของพี่ชายข้าเลย...”

“ให้ ทำอย่างไรกับเจ้าก็ได้อย่างนั้นหรือ?” ย้อนถาม ก่อนจะคว้าแขนเล็กกระชากร่างอีกฝ่ายเข้ามาหาตัว ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ดุดันดูน่ากลัวอย่างที่จุนซูไม่เห็น หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวด้วยความหวาดกลัว พยายามแล้วที่จะขัดขืน แต่มือแกร่งกลับยึดไว้แน่นหนา ดุจโซ่ตรวนจากเหล็กกล้าที่บีบรัดแขนเขาจนเจ็บไปหมด

“ใต้เท้า ปล่อยข้าเถิดขอรับ ข้า...ข้าเจ็บ”

“เจ้า บอกข้าเองนะว่าจะให้ข้าทำอย่างไรกับเจ้าก็ได้” ยูชอนผลักร่างเล็กลงนอนกับพื้น ก่อนขึ้นทาบทับและใช้กำลังทั้งหมดที่มีตรึงข้อมือบางทั้งสองข้างไว้ไม่ให้ อีกฝ่ายสามารถหนีรอดไปจากเขา

“ทะ...ท่าน...ท่านจะทำอะไร!” ฟังคำถามแล้วร่างสูงก็คลี่ยิ้มร้าย ก่อนสุ้มเสียงเยียบเย็นราวกับคนพูดไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึกจะดังขึ้น

“ก็ทำสิ่งที่ข้าอยากทำกับพี่ชายเจ้ามาตลอดน่ะสิคิมจุนซู...”




 
 
 
 
 
To Be Continue









 
 
 
 
 
กว่าจะจบพาร์ทนี้ได้เสียน้ำตาไปหลายลิตร
ไม่ใช่ว่ามันดราม่าหรืออะไรนะ แต่แต่งไปตามข่าวคอนเจวายเจไป
โอยยยยย คุณเอ๋ยกว่าจะได้แต่ละย่อหน้านี่พักไปฮึกอยู่หลายรอบเลย
เจวายเจร้องบีกินนี่เป็นอะไรที่เขื่อนแตกแบบห้ามไม่ได้จริงๆ

ส่วนเนื้อหาของพาร์ทนี้นี่ไม่ขอพูดอะไรมาก
ไม่รู้ว่าจะสมใจคนอ่านหรือสมใจจุนซูดี ฮ่าๆๆ
แต่กรุณาอย่าคาดหวังถึงเอนซียูซูนะคะ บอกเลยว่าไม่มี
ใช้สูตรสำเร็จละครไทย ตัดไปที่โคมไฟข้างเตียงค่ะ
ไม่สามารถแต่งได้จริงๆ ขออภัย TT TT

อ้อ แล้วถ้ารู้สึกว่าจำนวนหน้ามันลดลงไม่ต้องตกใจนะคะ
คือแต่งๆ ไปแล้วอยากจบตอนที่จุดนี้อ่ะ อันนี้ก็ต้องขออภัยด้วยเหมือนกัน ฮ่าๆๆ

เจอกันใหม่พาร์ทหน้านะคะ เม้ามอยกันได้ที่แท็ก #ฟิคกีแซง ค่ะ Smile

Contact on twitter @WilyRover
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet