[FIC] -- G I S A E N G -- [YunJae][ตอนที่ ๑๑]

posted on 03 Dec 2014 13:33 by wilyrover in FICTION
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title :: G I S A E N G (กีแซง)
Author :: WilyRover
Pairing :: Yunho x Jaejoong
Category :: Romantic / Drama
Author’s Note :: “ข้าว่า...พอแค่นี้เถอะพี่ชาย”


           



















 
 
 
 
 
- 11 -

 
 
 
 
 
 
 
เปลือก ตาบางเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนสายตาจะต้องแสงแดดอุ่นที่ส่องลอดหน้าต่างกรอบไม้ผ่านเข้ามา เพดานห้องฉลุลายงดงามแปลกตาทำให้วูบหนึ่งอดสงสัยไม่ได้ว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใด คนตัวเล็กค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บร้าวบริเวณสะโพกแล่นปราดทั่วร่างจนน้ำตาคลอ ราวกับอยากร้องไห้...แต่หาใช่เพราะเจ็บกายทว่าเป็นที่หัวใจต่างหาก

สอง มือดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาเพื่อหาไออุ่น ก่อนสองแขนจะโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของตนไว้ ขณะที่ทุกความเป็นไป ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนย้อนเข้ามาฉายชัดในความทรงจำ จุนซูนึกออกแล้วว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหน สติสัมปชัญญะที่ถูกเรียกคืนกลับมาครบถ้วนทำให้เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงอยู่ใน สภาพเช่นนี้

เรียวตาคู่โศกผินมองร่างสูงข้างๆ ที่ยังคงหลับสนิท แผ่นหลังกว้างดูเมินเฉยเย็นชาดุจหิมะในฤดูหนาวที่เข้าเกาะกุมหัวใจของเขา เช่นเดียวกับทุกสัมผัสซึ่งถูกยัดเยียดให้ที่ไร้ความอบอุ่น ไม่มีแม้กระทั่งความอ่อนโยน... หนึ่งค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปอย่างทุกข์ทรมาน ร่างกายและหัวใจถูกย่ำยีจนไม่อาจทำใจเชื่อได้แล้วว่าการถูกคนที่รักครอบครอง เป็นเจ้าของคือความสุข

ก่อนมือเล็กจะเอื้อมออกไปหวังสัมผัสเสี้ยว หน้าของคนใจร้ายที่พอได้ในสิ่งที่ต้องการก็พลิกตัวนอนหันหลังให้ ไม่มีอ้อมกอดปลอบปละโลม ไม่มีถ้อยคำปลอบโยนรู้สึกผิด ยูชอนทำราวกับว่าจุนซูไม่มีตัวตน ไม่อยู่ในสายตา เช่นเดียวกับที่ไม่ได้อยู่ในหัวใจ แต่แล้วมือนั้นกลับชะงักค้าง ความรู้สึกบางอย่างห้ามเขาไว้ เสียงของใครบางคนดังบอกว่าความใกล้ชิดที่เห็นเป็นเพียงภาพลวงตา มองแล้วอาจคิดว่าห่างกันเพียงเอื้อมมือ ทว่าความจริงอยู่ไกลแสนไกล คล้ายกับจะไขว่คว้าได้แต่กลับไม่เคยได้แตะต้อง เขารู้ดีกว่าใครว่าถึงอย่างไรสุดท้ายตนก็เป็นได้แค่ตัวแทน ต่อให้ทุ่มเทมอบให้ทั้งชีวิตและลมหายใจ...คำว่ารักของปาร์คยูชอนก็ไม่มีวัน มีไว้เพื่อคิมจุนซู

เด็กหนุ่มร่างเล็กลดมือลง สูดหายใจเข้าปอด ก่อนกลืนก้อนสะอื้นและกักเก็บความเจ็บปวดทั้งหมดกลับคืนลงไปยังส่วนลึกของ หัวใจ แล้วหยิบเสื้อผ้าของตนที่กระจัดกระจายอยู่รอบๆ ขึ้นมาสวมใส่ ถึงยากลำบากแต่เขาก็พยายามจนสำเร็จ ไม่นานเด็กหนุ่มร่างเล็กที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นยืนนิ่งอยู่หน้า ประตู จุนซูเหลียวมองยูชอนอีกครั้ง แววตาคู่โศกระริกด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เจ็บปวดแต่ไม่อาจตัดใจได้ ขณะเดียวกันแม้ไม่อยากปล่อยมือจากไปแต่ทั้งร่างกายและหัวใจก็อ่อนล้าเหลือ เกิน

ก่อนเด็กหนุ่มร่างเล็กจะละสายตาจากแผ่นหลังกว้างของคนที่ยังคงหลับใหล แล้วเปิดประตูเดินออกจากห้องไป




แสง แดดยามสายที่ร้อนแรงแผดเผาช่วยปลุกใครบางคนให้ลืมตาตื่น ยูชอนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะต้องเบ้หน้าเมื่อผลจากการดื่มเหล้าแทนน้ำกำลังทำให้เขารู้สึกคล้ายหัว สมองกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ร่างสูงยกมือขึ้นกุมศีรษะขณะเรียกสติที่ทำให้หล่นหายเพราะฤทธิ์สุรากลับคืน มา พร้อมกับไล่เรียงทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะเคร่งเครียดขึ้นทันตาเมื่อความทรงจำฉายชัดว่าเมื่อคืน นี้เขาทำสิ่งใดลงไปกับคิมจุนซู ดวงตาคมสีเข้มไหววูบยามก้มมองพื้นที่ข้างกายที่ว่างเปล่า แล้วหัวใจของคนที่เพิ่งตื่นก็พลันเจ็บหน่วงอย่างบอกไม่ถูก

“ตื่นแล้ว หรือขอรับ” ตอนนั้นเองที่พ่อบ้านคนสนิทแง้มประตูเปิดเข้ามาราวกับเฝ้ารอเวลานี้อยู่ก่อน แล้ว เรียวตาของชายสูงวัยฉายแววตกใจวูบหนึ่งเมื่อเห็นคุณชายที่ตนดูแลอยู่ในสภาพ เปลือยท่อนบน แต่แล้วมันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เขาพอจะคาดเดาได้และทำใจไว้ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเด็กหนุ่มร่างเล็กชื่อคิมจุน ซูอยู่กับอีกฝ่ายในห้องนี้ตลอดทั้งคืนแล้ว

“ชาร้อนๆ หน่อยไหมขอรับ? เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น” ยูชอนส่ายหน้า

“ถ้าเช่นนั้นลุกไปล้างหน้าล้างตาก่อนแล้วกันนะขอรับ”

“คิมจุน ซูล่ะ...” ผู้เป็นนายไม่สนใจคำพูดห่วงใยของพ่อบ้านคนสนิทแต่กลับถามถึงใครอีกคน คำถามสั้นๆ ไม่กี่คำที่ทำเอาชายสูงวัยมีสีหน้าลำบากใจ ในทีแรกเขาตั้งใจทำเหมือนไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยปากพูดก่อนเขาก็ไม่อาจปกปิดความรู้สึกไม่สบายใจ ไว้ได้อีกต่อไป

“กลับไปตั้งแต่เช้าแล้วขอรับ”

“เจ้าให้คนไปส่งเขาหรือเปล่า”

“เอ่อ...คุณชายไม่ได้สั่งไว้ ข้าก็เลย...”

“ช่าง เถอะๆ” ยูชอนโบกมือตัดรำคาญเป็นสัญญาณบอกให้พ่อบ้านปิดปากเงียบ ร่างสูงมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม เช่นเดียวกับคิ้วเรียวที่ขมวดพันกันเป็นปมยามนึกถึงคนตัวเล็กที่ป่านนี้ไม่ รู้จะเป็นอย่างไร จะเจ็บมากหรือไม่ จะเดินกลับถึงสำนักมยองวอลไหวหรือเปล่า

คิด แล้วคุณชายหนุ่มก็ทอดถอนลมหายใจหนักอึ้ง หัวใจปวดหนึบด้วยเหตุผลที่คิดเองว่าเพราะรู้สึกผิด ความจริงแล้วเขาไม่ควรปล่อยให้ความโกรธและอารมณ์ชั่ววูบครอบงำจิตใจจนทำ เรื่องไม่สมควรกับจุนซูแบบนั้น ต่อให้เด็กหนุ่มรับรู้เรื่องของคิมแจจุงกับองค์ชายรัชทายาทมาตลอด แต่ทั้งหมดมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาเสียทีเดียว เขาไม่ใช่คนที่ควรจะต้องมารองรับความโกรธ ความผิดหวัง และความเสียใจที่อัดแน่นจนกลั่นเป็นความเจ็บแค้น เขาไม่ควรต้องทุกข์ทรมานกับสิ่งเหล่านั้น แต่ถึงอย่างไร...ปาร์คยูชอนก็ยัดเยียดพวกมันให้กับคิมจุนซูไปแล้ว

“เจ้า...ไปที่สำนักมยองวอลให้ข้าที” ก่อนเสียงทุ้มนุ่มจะดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากนิ่งเงียบเนิ่นนาน

“ไปดูว่าคิมจุนซูเป็นอย่างไรบ้าง”

“เห?”

“ไป เดี๋ยวนี้” ได้ยินคำสั่งเฉียบขาดดังนั้น พ่อบ้านสูงวัยจึงไม่อาจปฏิเสธ เขาค้อมศีรษะรับคำก่อนจะจากมา โดยปล่อยให้คุณชายในความดูแลของตนนั่งจมอยู่กับความรู้สึกนึกคิดมากมายภายใน หัวเพียงลำพัง

ใช้เวลานานหลังก้าวออกจากบ้านตระกูลปาร์ค พ่อบ้านคนสนิทของยูชอนก็เดินทางมาถึงสำนักมยองวอล เขาเดินผ่านประตูเข้าไปพลางมองซ้ายมองขวาหาคนที่พอจะช่วยเหลือ ก่อนสายตาจะเจอกับเด็กหนุ่มร่างเล็กอีกคนที่ความทรงจำของคนแก่อย่างเขาจำได้ ลางๆ ว่าเป็นเด็กรับใช้ของคิมแจจุงด้วยเช่นกัน

“เจ้าหนุ่มๆ” อี้ชิงที่เพิ่งกลับจากตากผ้าหันมาตามเสียงเรียก ใบหน้าละมุนแสดงความประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นคนตรงหน้า แต่ก็ยังค้อมศีรษะทักทายอย่างนอบน้อมเนื่องด้วยอีกฝ่ายคือคนสนิทของใต้เท้า ปาร์ค แขกคนสำคัญของผู้เป็นเจ้านาย

“พ่อบ้านโอมาถึงที่นี่ มีธุระสิ่งใดกับนายหญิงหรือไม่ขอรับ?”

“ข้าไม่ได้มีธุระกับนายของเจ้าหรอก ข้ามาพบเพื่อนของเจ้า คิมจุนซูต่างหาก”

“คิมจุนซูอย่างนั้นหรือ?”

“ใช่ คุณชายปาร์คให้ข้ามาพบเขา เจ้าช่วยไปตามให้ข้าทีเถิดนะ”

แม้ ยังคงแปลกใจแต่อี้ชิงก็รับคำ เด็กหนุ่มหันหลังกลับเข้าหอกีแซง แล้วเดินตรงไปยังห้องพักของตนที่อยู่ร่วมกับน้องชายของผู้เป็นนาย อี้ชิงค่อยๆ แง้มประตู ก่อนพบว่าจุนซูกลับมาแล้วและกำลังนั่งมองท้องฟ้าสีครามนอกหน้าต่างด้วยสายตา เหม่อลอยอย่างที่ไม่เคยเห็น ความจริงเขามีคำถาม เขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายหายไปไหนมาทั้งคืน แต่เนื่องจากพ่อบ้านของใต้เท้าปาร์คกำลังรออยู่ อี้ชิงจึงได้แต่เก็บคำถามนั้นไว้ในใจ

“จุนซู...” ต้องเรียกถึงสองครั้งเจ้าของชื่อถึงหันมาตามเสียงเรียก จุนซูสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยังคลี่ยิ้มทักทายเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่อายุห่างกัน ไม่ถึงหนึ่งปี

“กลับมาแล้วหรือ” จุนซูพยักหน้า

“พี่แจจุงรู้ หรือไม่ว่าเมื่อคืนข้าออกไปข้างนอก” อี้ชิงส่ายหน้าบ้าง พลางพิจารณาแววตาหม่นหมองผิดสังเกตของอีกฝ่ายโดยที่ยังไม่คิดเอ่ยถามอะไร

“พ่อบ้านของใต้เท้าปาร์คมาหาเจ้าน่ะ”

“เห?”

“ใต้เท้าปาร์คให้พ่อบ้านโอมาพบเจ้า”

“อย่างนั้นหรือ...”

จุน ซูทำท่าจะลุกขึ้น แต่แล้วความเจ็บร้าวบริเวณสะโพกที่ทำเอานิ่วหน้าก็ทำให้เขาฉุกคิดถึงบางสิ่ง ขึ้นมา เขากำลังนึกสงสัยว่ายูชอนให้พ่อบ้านคนสนิทมาพบเขาด้วยเหตุใด โกรธที่เขาหนีกลับมาโดยไม่บอกลา หรือเพียงต้องการให้คนมาดูว่าเขาเจ็บปวดเจียนตายสาสมกับความแค้นของตนหรือ ยัง

“วานเจ้าไปบอกพ่อบ้านโอให้ทีว่าข้าไม่สบาย”

“..........”

“ไม่สามารถพบใครได้ทั้งนั้น...” หากเหตุผลของปาร์คยูชอนคืออย่างหลัง จุนซูคนนี้ก็จะทำให้เขาสบายใจเอง

โดย หารู้ไม่ว่าทันทีที่พ่อบ้านโอกลับมารายงานให้ผู้เป็นนายทราบ ใบหน้าของคนที่จุนซูกำลังเข้าใจผิดก็ฉายชัดถึงความกังวลขึ้นทันใด ดวงตาคมสีเข้มวูบไหวด้วยความห่วงใยและรู้สึกผิด วันนั้นทั้งวันยูชอนนึกถึงแต่เรื่องของจุนซู ในหัววนเวียนคิดถึงแต่เรื่องของคนตัวเล็กจนเผลอลืมไปเลยว่า...หัวใจของตน กำลังบอบช้ำจากใครอีกคน




วันรุ่งขึ้น

เสียงฝีเท้า ดังแว่วผ่านทางเดินอันเงียบสงบ แผ่วเบาผิดจากความหนักอึ้งในหัวใจของผู้ที่กำลังก้าวย่าง แจจุงเดินผ่านห้องสี่เหลี่ยมห้องแล้วห้องเล่าด้วยความกังวล เช้านี้เขายังคงลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมความหวังที่ระคนความหวาดกลัว เขารอคอยให้ยุนโฮทำตามสัญญา ขณะเดียวกันก็หวั่นใจว่าความรักของปาร์คยูชอนที่บัดนี้คงเปลี่ยนเป็นความ เจ็บแค้นจะสร้างปัญหาให้เรื่องทุกอย่างยากขึ้นหรือไม่ ขุนนางหนุ่มผู้บอบช้ำจะยอมแพ้ ล่าถอย หรือจะดึงดันไถ่ตัวเขาไปอยู่ด้วย แจจุงก็ไม่อาจคาดเดาได้

กระทั่งสองขาพาร่างบอบบางดังอิสตรีมาถึงยัง ห้องๆ หนึ่ง ความรู้สึกมากมายหลากหลายทวีความรุนแรงขึ้นจนหัวใจอึดอัด สองมือเย็นเฉียบค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป และพบว่านายหญิงผู้เป็นหัวหน้าเหล่ากีแซงกำลังนั่งรอเขาอยู่ แจจุงไม่รู้ว่าตนถูกเรียกพบด้วยสาเหตุใด จะเป็นเรื่องดีหรือร้าย จะใช่สิ่งที่เฝ้ารอหรือไม่ เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดหาคำตอบล่วงหน้า

กี แซงคนงามนั่งลงตรงหน้าผู้อาวุโส นายหญิงละสายตาจากสิ่งที่อยู่ในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา ใบหน้างดงามสมวัยดูเครียดจริงจัง เช่นเดียวกับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววหนักใจ ก่อนนางจะพับแผ่นกระดาษซึ่งเต็มไปด้วยตัวอักษรมากมายเก็บเข้าซองจดหมายสีทอง ดูหรูหราแล้ววางมันลงบนโต๊ะ

“นายหญิงเรียกข้ามาพบมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” แจจุงตัดสินใจเอ่ยถาม แม้เขาจะรักสงบ แต่ก็หาได้ชอบความเงียบที่ชวนอึดอัดเช่นนี้ไม่

“มีจดหมายขอไถ่ตัวเจ้าส่งมาอีกฉบับเมื่อเช้านี้”

“..........”

“มัน ถูกส่งมาจากวังหลวง” ว่าแล้วก็เลื่อนซองจดหมายสีทองเข้าไปใกล้คนตรงหน้ามากขึ้น ขณะที่แจจุงได้แต่นั่งนิ่งมองมัน ดวงตาคู่งามสั่นระริกด้วยความดีใจ หัวใจดวงน้อยพองโตกับคำสัญญาที่ใครบางคนกำลังจะทำให้เป็นจริง สองมือเย็นเฉียบกำกระโปรงแน่น แจจุงไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมหยิบจดหมายในซองนั้นออกมาเปิดอ่าน เพราะกลัวว่าหากขยับตัวเพียงนิด ความฝันที่แสนสุขสมหวังนี้จะมลายหายไป

“องค์ชายรัชทายาทให้เงินค่าไถ่ตัวมากกว่าใต้เท้าปาร์คถึงสามเท่า แต่ถึงอย่างไร...สุดท้ายเจ้าก็คือผู้ที่ต้องตัดสินใจ”

“..........”

“เจ้าจะเลือกใคร”

“ข้า ไม่ต้องการไปอยู่กับใต้เท้าปาร์ค” แจจุงตอบแทบในทันที แม้ไม่ตรงคำถามแต่คำตอบนั้นก็ดังชัดเจนและหนักแน่นเสียจนนายหญิงต้องถอนใจ พร้อมสีหน้ายุ่งยาก นางทอดมองเด็กหนุ่มที่ดูแลมาตั้งแต่เล็กอย่างเป็นกังวล

“คิมแจจุง...การเป็นคนของรัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งโชซอนต่อไปในภายหน้า มันไม่ง่ายเหมือนเป็นนายหญิงตระกูลปาร์คหรอกนะ...”

“นายหญิง...”

“กำแพง วังหลวงนั้นสูงนัก...มือของข้าคงเอื้อมผ่านเข้าไปไม่ถึง และหากมีสิ่งใดเกิดขึ้น...หัวหน้ากีแซงต่ำต้อยอย่างข้าคงปกป้องเจ้าต่อไปไม่ ได้อีกแล้ว...ข้าอยากให้เจ้าตัดสินใจให้ดี...”

“ข้าตัดสินใจดีแล้ว”

“..........”

“ข้าไม่ต้องการไปอยู่กับปาร์คยูชอน”

แจ จุงยืนยันคำตอบเดิม เสียงทุ้มหวานดังหนักแน่นจนคนฟังไม่สามารถคัดค้าน นายหญิงหัวหน้ากีแซงได้แต่นั่งมองร่างบางตรงหน้าขอตัวลาและลุกเดินจากไป ประตูห้องถูกปิดลง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งพร้อมความหนักอึ้งในหัวใจที่หวาดหวั่นของนาง

บุรุษเพศจะปลอมตัวอยู่ท่ามกลางอิสตรีในวังหลวงได้อย่างไร?
ความลับที่คิมแจจุงปกปิดไว้จะยังคงเป็นความลับต่อไปได้...อย่างนั้นหรือ?





“เจ้ากำลังจะออกไปข้างนอกหรือจุนซู”

คน ถูกถามหันมองเจ้าของสุ้มเสียงนุ่มละมุนซึ่งเดินผ่านประตูห้องเข้ามา เด็กหนุ่มผู้มีอายุมากกว่าส่งยิ้มให้อี้ชิง รอยยิ้มบางเบานั้นดูอ่อนล้า เฉกเช่นแววตาที่หม่นแสง เห็นแล้วคนมองก็นึกเป็นห่วงในใจ ทว่ายังไม่กล้าพอจะเอ่ยถามถึงสาเหตุ

“เมื่อเช้าพี่แจจุงไม่ค่อยอยาก อาหาร ข้าเลยว่าจะไปตลาด หาซื้อของที่เขาชอบมาทำมื้อกลางวัน...” จุนซูพยายามทำทุกอย่างให้เป็นเหมือนปกติ เขาออกไปซื้อของ เขาไปเดินตลาด เขาทำงานบ้าน เขาดูแลพี่ชายเป็นอย่างดีดังเช่นที่แล้วมา ราวกับว่าเมื่อคืนก่อนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

“พ่อบ้านโอรอพบเจ้าอยู่ที่หน้าหอ เจ้าออกไปพบเขาก่อนออกไปตลาดแล้วกัน”

“เขามาหาข้าอย่างนั้นหรือ?”

“ดู เหมือนใต้เท้าปาร์คจะห่วงใยเรื่องที่เจ้าไม่สบาย จึงให้พ่อบ้านมาดูว่าเจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่” เมื่อได้คำตอบจุนซูก็นิ่งไป เหตุผลที่อี้ชิงอ้างถึงดังวนเวียนก้องอยู่ในหัว เป็นห่วงอย่างนั้นหรือ? คนใจร้ายคนนั้นน่ะหรือจะห่วงใยว่าเขาเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไรบ้าง

“เจ้าช่วยไปบอกพ่อบ้านโอให้ข้าทีว่าข้ายังอาการไม่ดีขึ้น ไม่สามารถออกไปพบเขาได้”

“ทำไม เล่า? เหตุใดเจ้าจึงต้องให้ข้าโป้ปด เจ้ามีปัญหาอะไรกับตระกูลปาร์คอย่างนั้นหรือ?” น้องชายผู้เป็นนายปิดปากเงียบ แต่อี้ชิงรู้ดีว่าคำถามที่ไร้คำตอบไม่ได้หมายความว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“เจ้าจะหลบหน้าคนของใต้เท้าปาร์คไปจนถึงเมื่อไร” ...จนกว่าคนที่เจ้าคิดว่าห่วงใยจะมาหาข้าด้วยตนเอง

จุนซูเก็บคำพูดที่อยากพูด ซ่อนคำตอบที่อยากตอบไว้ในใจ ก่อนจะเอ่ยตัดบทเสียงเฉียบคล้ายอยากบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่านี่คือคำสั่ง

“ทำตามที่ข้าบอก” จากนั้นเขาก็ก้าวออกจากห้องไป...

และ ดูเหมือนว่าความปรารถนาของจุนซูกำลังจะเป็นจริง เมื่อยูชอนฟังรายงานจากพ่อบ้านคนสนิทแล้วก็หน้าถอดสี หัวใจร้อนรนกระวนกระวายด้วยความห่วงใยที่ระคนปนเปกับความรู้สึกผิด ยูชอนคิดเสมอว่าสิ่งที่ทำลงไปเป็นเรื่องเลวร้าย เขาแทบไม่อยากให้อภัยตัวเอง กระทั่งทุกอย่างมันยิ่งแย่ลง เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นได้ทำให้คนที่เขาเอ็นดูเหมือนน้องชายต้องเจ็บ ไข้หนักหนาขนาดนี้

“คุณชายจะไปไหนขอรับ?”

“ข้าจะไปสำนักมยองวอล” ตอบแค่นั้น ก่อนร่างสูงจะเป็นอีกคนที่รีบร้อนก้าวออกจากห้องไป

โดย ไม่รู้เลยว่าเด็กหนุ่มที่ตนเชื่อสนิทใจว่าได้ไข้นอนซมกำลังเดินทอดน่องเลือก ซื้อของอยู่ในตลาด สองขาของจุนซูก้าวย่างอย่างเรื่อยเปื่อยไปตามทางเดินซึ่งสองข้างทางเรียงราย ด้วยร้านค้าและเหล่าแผงลอย ร่างเล็กจับจ่ายวัตถุดิบในการทำอาหารเพื่อมื้อกลางวันที่พี่ชายโปรดปราน จุนซูซื้อแต่ของที่แจจุงชอบ ความจริงในชีวิตของเขามีคนให้นึกถึงและอยากดูแลเอาใจใส่ไม่มาก แน่นอนว่าอันดับหนึ่งคือคิมแจจุงผู้เป็นพี่แท้ๆ และรองลงมาก็คงเป็นใครคนนั้น...ที่ต่อให้ต้องเจ็บปวดเพราะเขาแค่ไหน จุนซูก็ยังอดห่วงหาไม่ได้

ใบหน้าน่ารักซึ่งพอมีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง เมื่อได้เจอผู้คนสลดลง แววตาหม่นหมองกลับมาสะท้อนในดวงตาเรียวอีกครั้ง พร้อมหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหน่วงๆ อย่างปวดร้าว กระทั่งเสียงร้องไห้จ้าของใครบางคนดังแว่วมาเข้าหู เมื่อหันมองก็พบเด็กชายอายุราวห้าหกขวบยืนอยู่ไม่ไกล ร่างเล็กๆ หอบจนตัวโยนตามแรงสะอื้น สองแก้มอาบน้ำตาซึ่งไหลออกมาเป็นสาย เด็กน้อยยืนร้องไห้อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนซึ่งเดินขวักไขว่ผ่านไปมาใน ตลาด ไม่มีใครสนใจเขา ไม่มีใครเข้ามาปลอบประโลม อย่างมากก็แค่ปรายตามองเท่านั้น

“เหตุใดเจ้าจึงมายืนร้องไห้อยู่ตรง นี้เล่าเจ้าหนู?” จุนซูสลัดความเศร้าในใจของตนแล้วรีบก้าวเข้าไปหาเด็กชายคนที่ว่า เขานั่งคุกเข่าลงกับพื้นดินโดยไม่กลัวว่าตัวจะเปื้อน ก่อนจะใช้ปลายนิ้วค่อยๆ เกลี่ยเช็ดน้ำตาให้คนตัวเล็กตรงหน้า

“ว่าอย่างไร? เจ้าร้องไห้ทำไม”

“พ่อ...ฮึก ...พ่อข้าหาย...พ่อหายไปไหนไม่รู้...ฮึก...” ได้คำตอบแล้วก็พอจะเข้าใจ ดูท่าเด็กคนนี้คงพลัดหลงกับผู้เป็นพ่อแน่ๆ จุนซูถามเด็กชายต่อว่าบิดาแต่งตัวอย่างไร ก่อนจะช่วยมองซ้ายมองขวากวาดสายตาหาให้อีกแรง ระหว่างนั้นเองเสียงโวยวายของใครอีกคนก็ดังลั่นขึ้น

“นั่นเจ้าจะทำ อะไรลูกข้า!” ชายแปลกหน้าท่าทางกราดเกรี้ยวก้าวพรวดเข้ามาประชิดตัวจนจุนซูตกใจรีบลุกขึ้น ยืนแทบไม่ทัน ขณะที่ชายคนนั้นดึงแขนเด็กน้อยให้ไปยืนหลบอยู่ด้านหลังเขา

“เจ้าจะลักพาตัวลูกชายของข้าหรือ!”

“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงแต่เห็นเจ้าหนูนี่ยืนร้องไห้อยู่ จึงอยากช่วยตามหาพ่อที่พลัดหลงกันเท่านั้น”

“ข้าไม่เชื่อ! เจ้าต้องเป็นพวกโจรลักพาตัวเด็กแน่ๆ!”

“ไม่ ใช่นะ!” จุนซูปฏิเสธเสียงหลงเมื่อถูกอีกฝ่ายปรักปรำ เขาไม่รู้จะตอบอย่างไรให้ชายตรงหน้ายอมเชื่อว่าตนไม่ได้มีเจตนาร้าย ตอนนี้ผู้คนเริ่มเพ่งมองมา จากเด็กร้องไห้กลายเป็นผู้ใหญ่สองคนยืนเถียงกัน เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเรียกความสนใจจากคนทั้งตลาด และบางสายตาที่จับจ้องราวกับว่าจุนซูคือโจรลักพาตัวเด็กจริงๆ ก็กำลังกดดันให้เขาคิดหาหนทางแก้ปัญหาไม่ออก

“ข้าจะจับเจ้าส่งให้ทางการไต่สวน!”

“ข้าไม่ไป บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าเป็นแค่คนที่ผ่านมาช่วยเหลือ!”

“ข้าไม่เชื่อ! หากเจ้าไม่อยากถูกจับกุมก็มอบเงินมาให้ข้า แล้วข้าจะไม่เอาเรื่องเจ้า!”

“ว่าอย่างไรนะ นี่เจ้าจะขูดรีดกันหรือ ข้าไม่มีเงิน ข้าไม่ให้เจ้าหรอก!”

“ถ้าไม่มีเงินให้ข้าเช่นนั้นแล้วก็เข้าไปอยู่ในคุกเสียเถอะ!”

ชาย แปลกหน้าเอ่ยเสียลั่น ก่อนจะคว้าข้อมือ กระชากจุนซูให้เดินตามไปด้วยกัน คนตัวเล็กกว่าตกใจลนลานจนทำอะไรไม่ถูก แน่นอนว่าเรี่ยวแรงสู้เขาไม่ได้ แต่จะยอมให้ชายคนนี้มาขูดรีดเอาเงินที่พี่แจจุงเหน็ดเหนื่อยหามาไปก็ไม่ได้ เช่นกัน ตอนนั้นเอง...ขณะที่จุนซูฉุดกระชากลากไปไม่ถึงห้าก้าวดี มือใหญ่เรียวยาวของใครบางคนก็คว้าหมับที่แขน ยึดร่างชายแปลกหน้าไว้ไม่ให้ก้าวต่อไปได้อีก ก่อนเสียงนุ่มรื่นหูจะดังขึ้นและกังวานก้องอยู่ในใจของผู้ได้ยิน

“ข้าว่า...พอแค่นี้เถอะพี่ชาย”



 
 
 
 
 
To Be Continue 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ใครมาช่วยจุนซู?

ฝากไว้เป็นการบ้านนะคะ ฮ่าๆๆ
แต่บอกไว้เลยว่าคำตอบของทุกคนไม่มีผลกับตอนต่อไป
เพราะฟิคเรื่องนี้มีพล็อตสมบูรณ์ชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบไว้อยู่แล้ว
ไม่อยากคุยเลยว่าเขียนประโยคตอนจบของกีแซงไว้แล้วด้วยเนี่ย ฮ่าๆๆ

เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ Smile
อย่าลืมว่าความรักไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน
บวายยยย

ติดแท็กเม้ากันได้ที่ #ฟิคกีแซง
Contact on twitter @WilyRover
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

I found an adorable pair of boots but I was feeling too cheap and didnt buy but the leather was good and they where very cute so check it out you 10s Where to find mauviel frying pan Its been years since Ive been in here Actually theyve moved to a different space since the last time I visited Discount roaster roasting pans I really like most of them Best savings for oval cooking rack And everything is reasonably priced Shop For fondue set burner The place was so disorganized and there was this horrible urine smell all over the store.

#1 By my name (212.227.119.29|212.227.119.29) on 2015-08-23 00:27